๑๑.

ทุกข์กับมหาสติ

Suffering against the Foundation of Mindfulness

 

 

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2010

Your Reading Number:  870  

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์
 
 

บทความที่ ๑๑ ประจำปี ๒๕๕๓ หลวงพ่อพุธ ฐานิโย – ทุกข์กับมหาสติ

  

ณ โอกาสต่อไปนี้ จะได้กล่าวธรรมะเกี่ยวกับการปฏิบัติ ซึ่งท่านทั้งหลายก็ได้ศึกษาและปฏิบัติธรรมะมามากพอสมควร การฟังธรรมเป็นสิ่งจำเป็น การเรียนธรรมะก็เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้ที่สนใจธรรมะอันเป็นของจริง คำว่า “ของจริง” นั้น เป็นสิ่งที่มีอยู่ประจำโลกมานานแล้ว ถ้าเราจะพูดกันอย่างไม่เกรงใจ เราจะใช้คำว่า “สิ่งที่เป็นจริงตามกฎธรรมชาตินั้น มีมาตั้งแต่ก่อนพระพุทธเจ้าเกิด พระพุทธเจ้าเกิดหลังของจริง” เพราะฉะนั้น ธรรมะที่เรียกว่า “พระพุทธเจ้ารู้จริงเห็นจริง” นี้ ก็หมายถึงว่า “พระองค์มารู้ของจริงที่มันมีอยู่แล้ว” แต่ของจริงอันนั้นไม่ใช่สิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงเป็นผู้สร้างขึ้น แต่หากพระองค์รู้จริงเห็นจริง แล้วก็มาบัญญัติชื่อ บัญญัติชื่อเอาไว้เพื่อเป็นหลักสูตรให้ผู้ที่สนใจได้ศึกษา เช่น อริยสัจ ๔ คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ก็เป็นของจริงที่มีมาอยู่แล้วนมนาน พระพุทธเจ้าพระองค์ไหนมาตรัสรู้ เราก็ยืนยันรับรองว่าพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นก็มาตรัสรู้ของเก่า ของเก่าที่พระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ เคยได้ตรัสรู้มาแล้ว

แม้สมเด็จพระสมณโคดมพระสัมมาสัมพระพุทธเจ้าของเรา พระองค์ก็มาตรัสรู้อริยสัจธรรมทั้ง ๔ อันเป็นของเก่าที่พระพุทธเจ้าองค์อื่นๆ เคยตรัสรู้มาแล้ว ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค เป็นสิ่งที่มีอยู่จริงตั้งแต่ไหนแต่ไรมาแล้ว พระพุทธเจ้าเพียงแต่มาตรัสรู้ของจริง เราจะพิสูจน์พิจารณาไปว่า “ชาติปิ ทุกขา” ความเกิดก็เป็นทุกข์ “ชราปิ ทุกขา” ความแก่ก็เป็นทุกข์ “มรณัมปิ ทุกขัง” ความตายก็เป็นทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย นี้ ย่อมจะมีได้ทุกๆ สิ่ง ทั้งสิ่งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิตซึ่งเกิดมาในโลกนี้ ไม่เฉพาะแต่คนและสัตว์ แม้แต่ต้นไม้ พืชพันธุ์ธัญญาหารต่างๆ เข้าก็มีเกิด มีแก่ มีตาย เหมือนกัน อันนี้เป็นความจริงโดยทั่วๆ ไป แต่สำหรับ “โสกะ” ความโสกเศร้า “ปริเทวะ” ความร่ำไรรำพัน สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่มีความรู้สึก สัมผัสรู้ด้วยจิตใจ เพราะฉะนั้น สิ่งเหล่านี้ที่เราถือว่ามันเป็นทุกข์ ความโศกเศร้า ความร่ำไร ความเหี่ยวแห้งใจ ความวิปโยค พลัดพราก แล้วก็ทำให้เรารู้สึกเกิดทุกข์ ทุกข์อันนี้มันเป็นทุกข์ของสิ่งมีชีวิตจิตใจ มันเป็นทุกข์ของคนและสัตว์ที่มีร่างกายและมีจิตใจเท่านั้น เพราะฉะนั้น ผู้ที่เคยมีจิตมีใจและเคยได้รับทุกข์เหล่านี้มาแล้ว พระบิดาของพระพุทธเจ้าพระมารดาของพระพุทธเจ้า ย่อมเคยได้ประสบทุกข์ดังที่กล่าวมาแล้วก่อนพระพุทธเจ้าเกิด เพราะฉะนั้น ความจริงอันนี้มันก็เป็นความจริงอันหนึ่งซึ่งเป็นสัจจธรรม จัดเข้าในประเภททุกขอริยสัจ เป็นสัจจะเป็นของจริง เป็นสิ่งที่มีอยู่แล้ว อันนี้ก็เป็นหลักฐานแสดงให้เห็นว่า ของจริงเป็นสิ่งที่มีประจำโลกมานมนานแล้ว

พระพุทธเจ้าไม่ได้สร้างของจริงมาไว้ให้เราศึกษา ไม่ได้มาสร้างของจริงไว้ให้เราเรียนรู้ แต่พระองค์รู้ของจริงอยู่โดยธรรมชาติแล้วก็มาบัญญัติชื่อไว้สำหรับให้พวกเราเรียกขาน และได้ดำเนิน การปฏิบัติเพื่อให้เข้าไปรู้ของจริงอันนั้น ซึ่งเรียกว่า “ทุกขอริยสัจ” และอีกอย่างหนึ่ง คำว่าทุกข์ในอริยสัจนั้น หมายถึง ทุกข์ของสิ่งที่มีชีวิตจิตใจ ซึ่งมีนัยแตกต่างกันกับทุกข์ในพระไตรลักษณ์ ทุกข์ในพระไตรลักษณ์นั้น เป็นทุกข์สาธารณะทั่วไปทั้งของสิ่งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต เช่น สิ่งธรรมชาติที่ไม่มีจิต ไม่มีใจ เขาก็ย่อมมีการปรากฏขึ้นในเบื้องต้น ทรงตัวอยู่ชั่วขณะหนึ่งในที่สุดก็สลายตัว แม้ว่าตัวเขาเองจะรู้สึกไม่รู้สึกก็ตาม แต่มันเป็นกฎธรรมชาติชนิดนั้น และสิ่งที่มีชีวิตก็อยู่ในกฎแห่งความเป็นเช่นนั้นเหมือนกัน

คนเราที่เกิดมาแล้ว ทรงตัวอยู่ชั่วชีวิตหนึ่ง ในที่สุดก็ย่อมสลายตัวเหมือนกัน ความรู้สึกนึกคิดที่มีอยู่ในจิตในใจของเรา ก็มีปรากฏการณ์ขึ้นชั่วขณะหนึ่งแล้วก็ทรงตัวอยู่ ในที่สุดต้องสลายตัวเหมือนกัน ซึ่งได้ในกฎพระบัญญัติของพระพุทธเจ้าว่า “อนิจจัง” ไม่เที่ยง “ทุกขัง” เป็นทุกข์ “อนัตตา” ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน หรือหาความเป็นตัวเป็นตนไม่มี ดังนั้น ความเป็นไปของคำว่า “ทุกข์ในอริยสัจ” และ “ทุกข์ในพระไตรลักษณ์” จึงมีนัยต่างกัน ดังที่กล่าวมาแล้วนั้น

พระพุทธศาสนานี้ พระพุทธเจ้าวางหลักคำสอนเอาไว้ อันเป็นหลักใหญ่ๆ ก็คือ ศีล สมาธิ ปัญญา เป็นอุบายหรือเป็นหนทางที่พุทธบริษัทจะต้องยึดเป็นหลักปฏิบัติ เพื่อสร้างคุณธรรมคือความดีให้เกิดขึ้นในจิตในใจ จนถึงขนาดที่ ศีล สมาธิ ปัญญา ประชุมพร้อมกันเป็นองค์อริยมรรค สามารถเกิดสติสัมปชัญญะขึ้นมาเป็นมหาสติด้วยวิธีการต่างๆ วิธีการที่จะพึงปฏิบัตินั้นเราเรียกๆ กันโดยทั่วไปว่า สมถกรรมฐาน และ วิปัสสนากรรมฐาน หนทางที่จะเข้าไปสู่ความรู้จริงเห็นแจ้งในสภาวธรรมทั้งปวงนั้น เราจะหนีจากหลักแห่งการปฏิบัติสมถกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐานไปไม่ได้ ได้กล่าวแล้วว่า การศึกษาธรรมะและการเรียนธรรมะเป็นสิ่งที่เราท่านทั้งหลายได้ศึกษามามากพอสมควรแล้ว การฟังธรรมก็คือการฟังเสียงผู้เทศน์เป็นการฟังสิ่งที่เข้ามาสัมผัสจากสิ่งที่เกิดขึ้นในภายนอก

มาบัดนี้ ของเชิญทุกท่านจงตั้งใจฟังธรรมในหัวใจของตัวเอง ขอให้ทุกท่านจงโปรดสำรวมจิตให้รู้ลงที่จิต กำหนดลงที่ “ตัวผู้รู้” ภายในจิตของตัวเอง ความรู้สึกมีอยู่ที่ไหน ตัวผู้รู้ก็มีอยู่ที่นั่น บางท่านที่ชำนิชำนาญในการภาวนามาแล้ว ก็เพียงแต่กำหนดลงที่ตัวผู้รู้ซึ่งปรากฏอยู่ในจิต จดจ่ออยู่ที่ตรงนั้นอย่างเดียว และคอยจดจ่อดูว่าสิ่งใดจะเกิดขึ้น ในเมื่อมีสิ่งใดเกิดขึ้นภายในจิต ตามกำหนดรู้สิ่งนั้น อย่าไปปล่อยโอกาส อะไรเกิดขึ้นมาก็กำหนดรู้ เอาตัวรู้ตัวเดียวตามรู้ตามเห็นไปทุกวาระจิตที่เรามีความคิดเกิดขึ้น อันนี้สำหรับผู้ที่เคยภาวนามาจนชำนิชำนาญแล้ว

สำหรับผู้ที่เริ่มใหม่ ซึ่งจิตยังไม่เคยมีสมาธิและไม่เคยเกิดภาวะ “ตัวผู้รู้” ขึ้นมาในจิต ให้อาศัยการกำหนดรู้ลมหายใจเข้าลมหายใจออกบ้าง หรือกำหนดบริกรรมภาวนาอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่ตนชำนิชำนาญ เช่น “พุทโธ” เป็นต้น ให้กำหนดจดจ่อลงที่จิต แล้วเอาจิตนึก “พุทโธๆๆ” นึกอยู่อย่างนั้น นึกอยู่เฉยๆ อย่าไปทำความรู้สึกว่า เมื่อไรจิตของเราจะสงบ เมื่อไรจิตจะเกิดสว่าง เมื่อไรจิตจะเกิดความรู้ความเห็นขึ้นมา

การภาวนาในเบื้องต้นนี้ ไม่ใช่เพื่อจะรู้เพื่อจะเห็นสิ่งอื่น เพื่อให้รู้ให้เห็นสภาพความจริงของจิตของตัวเอง เราจะเริ่มรู้ความเป็นจริงของจิตตั้งแต่เราเริ่มกำหนดจิตกับบริกรรมภาวนา รู้อย่างไร รู้ตรงที่ว่าจิตของเรากับบริกรรมภาวนานั้น มีความสัมพันธ์หรืออยู่ด้วยกันหรือไม่ เมื่อจิตของเรากับบริกรรมภาวนาสันพันธ์กันอยู่ด้วยกัน มันมีโอกาสที่จะเผลอส่งกระแสไปทางอื่นหรือไม่ นี้ให้เรากำหนดูความจริงของจิตในตอนนี้ ทีนี้ในขณะที่เรานึก “พุทโธๆๆ” อยู่นั้น ความรู้สึกของจิตนั้นมันมีอะไรบ้างเกิดขึ้น จิตอยู่กับ “พุทโธ” ไหม หรือว่ามันลืม “พุทโธ” เป็นบางครั้งบางขณะ และในขณะที่ลืมนั้นจิตมันไปอยู่ที่ไหน ไปอยู่กับสิ่งภายนอกซึ่งเป็นอดีตสัญญา หรือว่านิ่งว่างอยู่เฉยๆ ให้เราสังเกตดูความจริงในตอนนี้ ทีนี้ถ้าหากจิตของเราลืม “พุทโธ” แล้วมันไปอยู่ในสัญญาอดีตที่เราเคยนึกคิดและจดจำ ซึ่งเป็นสิ่งอื่นนอกจาก “พุทโธ” นั้น แสดงว่า จิตของเราละทิ้ง “พุทโธ” แล้วก็ไปยึดเอาอารมณ์เก่าแก่มาเป็นความรู้สึกนึกคิดตามนิสัยเดิม ซึ่งเป็นอาการของ “จิตฟุ้งซ่าน”

แต่ถ้าหากจิตลืมคำว่า “พุทโธ” แล้วไปนิ่งอยู่เฉยๆ เมื่อมีอาการอย่างนี้เกิดขึ้น ผู้ภาวนาอย่าไปนึกถึง “พุทโธ” อีก ให้กำหนดรู้ลงที่จิตเฉยๆ อยู่ แต่ในช่วงนี้ถ้าหากลมหายใจปรากฏขึ้นในความรู้สึก ก็ให้กำหนดรู้ลมหายใจเฉยอยู่ เอาลมหายใจเป็นเครื่องรู้ของจิต เป็นเครื่องระลึกของสติ จดจ่อดูอยู่อย่างนั้น อย่าไปสร้างความรู้สึกนึกคิดอะไรขึ้นมา และก็ไม่ต้องไปนึกว่าลมหายใจสั้นลมหายใจยาว เป็นแต่เพียงรู้ กำหนดจดจ่ออยู่เฉยๆ เท่านั้น ความสั้น ความยาว ความละเอียด ความหยาบ ของลมหายใจ เป็นสิ่งที่จิตรู้อยู่ จิตย่อมรู้ ความสั้น ความยาว ความละเอียด ความหยาบ ของลมหายใจอยู่ในที่ โดยที่เราไม่จำเป็นต้องไปนึกสำคัญมั่นหมายว่า ลมหายใจหยาบ ลมหายใจละเอียด ลมหายใจสั้น ลมหายใจยาว หรือลมหายใจขาดไปแล้ว กำหนดรู้ลงที่จิตตัวรู้จดจ่ออยู่อย่างนั้น

อันนี้เป็นวิธีการปฏิบัติในเบื้องต้น ในขณะที่ท่านกำหนดจดจ่อดูอยู่ที่ลมหายใจเฉยอยู่ อะไรจะเกิดขึ้นหรือไม่เกิดขึ้น ไม่ต้องไปคำนึกถึงทั้งนั้น ถ้าในช่วงนี้จิตมันเกิดความสว่างขึ้นมา ก็อย่าไปเอะใจ กำหนดรู้ลงที่จิตอย่างเดียว หากเกิดภาพนิมิตต่างๆ ขึ้นมา ก็อย่าไปเอะใจ กำหนดรู้ลงที่จิตอย่างเดียว หรือจะมีอะไรเกิดขึ้น เป็นอุทานธรรมะ เป็นภาษิตซึ่งเกิดขึ้น เป็นความรู้ เป็นภาษา ก็อย่าไปสำคัญมั่นหมาย อย่าไปเอะใจ กำหนดรู้อยู่ที่จิตอย่างเดียว ถ้าหากท่านไปเอะใจ หรือเอาใจใส่กับสิ่งนั้น สภาพจิตมันจะเปลี่ยน เมื่อสภาพจิตเปลี่ยนแล้วสมาธิจะถอน สิ่งที่ท่านกำลังกำหนดรู้อยู่นั้นมันจะหายไปทันที อันนี้ขอให้นักปฏิบัติทั้งหลายพึงระมัดระวัง และในเมื่อท่านจดจ่อเอาจิตรู้อยู่ที่จิต และก็รู้อยู่ที่สิ่งที่จิตรู้ ความตั้งใจกำหนดจดจ่ออยู่อย่างนี้ด้วยเจตนา ท่านเรียกว่า “วิตก” เมื่อจิตกับอารมณ์สิ่งที่กำหนดรู้มีความสนิทแนบแน่น ไม่พรากจากกัน ทรงตรงอยู่โดยอัตโนมัติ โดยที่ท่านไม่ได้ตั้งใจที่จะควบคุม อันนี้เรียกว่า “วิจาร”

เมื่อจิตกับอารมณ์มีความซึมซาบและมีความซาบซึ้งลงไปในดวงจิต ความดูดดื่มมันก็ย่อมเกิดขึ้น ความดูดดื่มของจิตนั้นเรียกว่า “ปีติ” ปีติเกิดขึ้นทำให้เรารู้สึกกายเบา จิตเบา บาททีทำให้ตัวโยกโคลง บางทีทำให้ตัวขึ้นจะลอยเหมือนกับขึ้นสู่อากาศ บางทีทำให้รู้สึกหนักตัว ซึ่งสุดแล้วแต่อาการของจิตมันจะปรุงจะแต่งขึ้น ให้ท่านกำหนดรู้อยู่ที่จิตอย่างเดียว ตอนนี้ปล่อยให้จิตมันเสวยปีติ ในเมื่อจิตมีปีติเป็นเครื่องหล่อเลี้ยง จิตไม่ฟุ้งซ่าน ไม่กระวนกระวาย จิตก็มีแต่ “ความสุข” และก็จะดำเนินสู่สมาธิในขั้นละเอียดต่อไป เป็นลำดับ ซึ่งจุดแรกเราจะปรากฏว่า “อุปจารสมาธิ” เกิดขึ้นซึ่งมีความรู้สึกนิ่งสว่าง แต่ความรู้สึกในสิ่งภายนอกยังรู้สึกอยู่บ้างนิดๆ หน่อยๆ หรือปรากฏอย่างละเอียด ในเมื่อจิตผ่านขั้นตอนนี้ไปแล้ว จิตจะมีความสงบแน่วแน่นิ่งลงไปสู่ความเป็นหนึ่งซึ่งเรียกว่า “อัปปนาสมาธิ” หรือ “เอกัคคตา” ในตอนนี้จิตของท่านสงบอย่างละเอียด มีแต่สภาวะจิตสงบ นิ่ง สว่าง อยู่อย่างเดียว

สมาธิในขั้นต้นนี้ โดยส่วนมาก ในเมื่อจิตสงบลงไปถึงขั้นอัปปนาสมาธิหรือเอกัคคตาอย่างแท้จริงแล้ว เราจะรู้สึกว่ากายหายไปหมด ยังเหลือแต่จิตดวงเดียวล้วนๆ แล้วในตอนนี้ ผู้ภาวนานั้นไม่มีความสามารถที่จะนึกคิดอะไรอย่างอื่นขึ้นภายในจิตได้ เพราะสมาธิในตอนนี้เป็นสมาธิด้วยความเป็นเองอย่างแท้จริง เป็นสมาธิที่หมดความตั้งใจ ซึ่งเรียกว่าสมาธิจะเกิดขึ้นต่อเมื่อเราหมดความตั้งใจ เป็นสมาธิที่เป็นอัตโนมัติ เป็นสมาธิที่เป็นเอง ผู้ภาวนาจะน้อมจิตไปอย่างไรก็น้อมไม่ได้ จะถอนจิตออกมาก็ถอนไม่ได้ จนกว่าจิตนั้นจะถอนออกมาเอง นี่คือลักษณะจิตที่เข้าไปสู่อัปปนาสมาธิหรือเอกัคคตาในขั้นต้น

สมาธิในขั้นนี้ที่ท่านว่ามันเป็นสมถะ ยังไม่สามารถที่จะให้เกิดความรู้ความเห็นในด้านปัญญาหรือวิปัสสนาขึ้นมาได้ ก็เพราะจิตในขั้นนี้เป็นแต่เพียงว่า จิตดำเนินเข้าไปสู่ความเป็นดั้งเดิม สภาพดั้งเดิมของจิตที่ยังไม่ได้ประสบกับอารมณ์ใดๆ ย่อมมีลักษณะอย่างนี้ จิตอย่างนี้ท่านเรียกว่า “ปฐมจิต” เรียกว่า “ปฐมวิญญาณ” เรียกว่า “มโนธาตุ” เป็นเหตุให้ผู้ภาวนาได้รู้สภาพความเป็นจิรงของจิตดั้งเดิมของตัวเอง คือ จิตที่ไม่มีอะไรนั้นมันมีลักษณะอย่างไร แล้วเราจะรู้ได้ในตอนนี้ และเมื่อจิตถอนออกจากสมาธิในขั้นนี้ เมื่อมารับรู้อารมณ์ คือ เกิดความคิดขึ้นมา สภาพจิตหลังจากที่เกิดมีสมาธิแล้วออกมารับรู้อารมณ์นี้ มันจะมีลักษณะแตกต่างจากจิตที่ยังไม่เคยมีสมาธิอย่างไร อันนี้ผู้ภาวนาเมื่อทำจิตไปถึงขั้นนี้แล้วจะรู้ทันที เพราะฉะนั้น การบริกรรมภาวนาหรือการกำหนดอารมณ์เพื่อทำให้จิตสงบนิ่งลงเป็นสมาธิถึงขั้นอัปปนาสมาธินั้น มีจุดมุ่งหมายที่จะให้ผู้ภาวนานั้นรู้สภาพความเป็นจริงของจิตดั้งเดิมของตัวเอง แม้ว่าภูมิจิตในขั้นนี้จะยังไม่เกิด “ปัญญาญาณรู้” เห็นอะไรก็ตาม แต่ก็เป็นพื้นฐานสร้างความมั่นคงของจิต เมื่อจิตผ่านการเป็นสมาธิอย่างนี้บ่อยๆ เข้า สิ่งที่จะได้เป็นผลพึงตามมาก็คือ ความมี “สติสัมปชัญญะ” จะค่อยปรากฏขึ้นทีละน้อยๆ

ในขั้นแรกจิตสงบเพียงครั้งสองครั้ง เมื่อจิตออกจากสมาธิมาขั้นนี้แล้ว มันก็จะถอยพรวดๆ ออกมาโดยไม่กำหนดอะไรเลย ออกมาสู่ความเป็นซึ่งที่เคยเป็นมาตั้งแต่ก่อนที่ยังไม่เคยทำสมาธิ แต่ถ้าจิตผ่านสมาธิแบบนี้บ่อยๆ เข้า เมื่อจิตถอนออกมาเกิดความคิด จะเกิดมีตัวสติตามรู้ความคิดขึ้นมาทันที จิตคิดอะไร สติก็จะจ้องตามรู้ให้ผู้ภาวนารีบฉวยโอกาสในตอนนี้กำหนดจดจ่อความรู้ความคิดของตนเองไปเรื่อยๆ จิตคิดอะไรขึ้นมาก็รู้ คิดอะไรขึ้นมาก็รู้ เพียงสักแต่ว่ารู้อย่างเดียว อย่าไปวิพากษ์วิจารณ์ หรืออย่าไปช่วยมันคิดเพิ่มเติม ปล่อยในจิตคิดไปเองโดยธรรมชาติของมัน หน้าที่ของผู้ปฏิบัตินี้มีแต่ตั้งใจตามรู้ความคิดนั้นไปเรื่อยๆ ในเมื่อตัวสติ “ตัวที่ตามรู้ความคิด” จิตเอาความคิดอารมณ์ที่เกิดขึ้นในจิตเป็นเครื่องรู้ เป็นเครื่องระลึกของสติ สติสัมปชัญญะจะค่อยๆ ดีขึ้น แล้วก็เพิ่มพลังขึ้นเป็น “สติพละ” จนสามารถเป็น “สติวินโย” สามารถกลายเป็น “มหาสติ” เมื่อจิตกลายเป็นมหาสติขึ้นมาได้เมื่อไร สติวินโยจะเป็นผู้นำ คือ เป็นผู้ตาม ตามรู้อารมณ์ คือ “ความคิด” ซึ่งเกิดขึ้นกับจิต เมื่อจิตมีสติตามรู้อารมณ์ คือ ความคิดทันกันเมื่อไร เมื่อนั้นความคิดซึ่งเราเคยมีอยู่ก่อนนั้น มันจะกลายเป็น “ภูมิปัญญา” นั่นเอง

โดยลักษณะที่ว่า “จิตตัวผู้รู้” ก็จะปรากฏรู้อยู่ส่วนหนึ่งต่างหาก และสิ่งที่ออกไปคิด ค้นคว้า ในอารมณ์นั้น ก็จะมีอยู่ส่วนหนึ่งอีกต่างหาก มองๆ ดูแล้วคล้ายกับว่า เราคนเดียวมีจิต ๒ จิต มีใจ ๒ ใจ แต่แท้ที่จิรงมันก็เป็นใจเดียวกันนั่นแหละ (๑) แต่ใจหนึ่งจิตหนึ่งมันสงบนิ่งเป็น “ตัวผู้รู้” เพราะอาศัย “พลังของสติ” ประคับประคองเอาไว้ให้อยู่ในสภาพปกติ (๒) แต่อีกอันหนึ่งนั้น เป็น “กระแสแห่งผู้รู้” มันออกไปรับรู้อารมณ์ ในเมื่อรู้ขึ้นมาแล้ว “จิตมีสติ” อาศัยสติเป็นพละเป็นกำลัง จึงไม่ไปยึดมั่นถือมันในสิ่งที่ตัวเองปรุงขึ้นมา ในเมื่อจิตปรุงความรู้ขึ้นมาโดยไม่มีความยึดถือ อาการของกิเลสมันก็ไม่มี มีแต่รู้เฉยอยู่ อะไรรู้ขึ้นมาแล้วก็ผ่านไป รู้ขึ้นมาแล้วก็ผ่านไป

ในเมื่อจิตมันละเอียดลงไป “สติ” อันนี้มันละเอียดลงไปรู้ทันมันอย่างละเอียดลงไปโดยไม่ขาดสาย “สายสัมพันธ์แห่งสติ” มันเชื่อมโยงกันอยู่ตลอดเวลา ความรู้ความคิดที่เกิดขึ้นในจิตนั้น มันจึงกลายเป็น “ตัวปัญญา” ที่ว่ารู้ธรรม เห็นธรรม รู้แจ้งแทงตลอดในธรรม ในขั้น “วิปัสสนากรรมฐาน” นั้น ก็หมายถึง รู้ทันความคิดที่เราเคยคิดอยู่แต่ก่อนที่ยังไม่ภาวนา หรือภาวนาไม่เป็น

เมื่อเราภาวนาเป็นแล้ว มีสติ มีสมาธิดี เรียกว่า มี “พละ ๕” พร้อมที่จิตมี ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา พร้อมมี ศีล สมาธิ ปัญญา รวมพร้อมกันเป็นหนึ่ง ตัวที่ปรากฏเด่นชัดให้เรามองเห็นก็คือ “ความมีสติ” ความรู้เท่าทันอารมณ์นั้นๆ ทีนี้ความคิดที่เคยทำให้เราวุ่นวายเดือดร้อนอยู่นั้นแหละ มันจะกลายมาเป็นเครื่องรู้ของจิต เครื่องระลึกของสติ เมื่อจิตกับสติประกอบพลังเป็นอันเดียวแล้ว รู้ทันเหตุการณ์นั้นๆ มันก็กลายเป็น “ตัวปัญญา” จึงเกิดมาเป็น “วิปัสสนากรรมฐาน” มาด้วยประการฉะนี้

ต่อไปนี้ขอให้ท่านทั้งหลายกำหนดจิต กำหนดรู้ลงที่จิต พยายามจดจ่อลงที่ “ตัวผู้รู้” หรือผู้ที่ยังภาวนาไม่เป็น ก็กำหนดบริกรรมภาวนาตามที่ตนเองเคยชำนิชำนาญมาแล้ว ผู้ที่เคยมีสมาธิมาแล้วและทำสมาธิได้เร็ว ก็ไม่จำเป็นต้องไปบริกรรมภาวนาอีก กำหนดรู้ลงที่จิตเท่านั้น จ้องรู้ลงที่ “จิตผู้รู้” คอยจดจ่อว่ามันจะมีอะไรเกิดขึ้นภายในจิต ในเมื่ออะไรเกิดขึ้นภายในจิต จิตมันจะตามรู้ ในขั้นแรกเราจะกำหนดจดจ่อด้วยความตั้งใจ ให้มันตามรู้ แต่เมื่อมันรู้ทันกันจริงๆ แล้ว ต่อไปเราไม่ต้องไปกำหนดตามรู้ให้มันลำบาก จิตกับสติเป็นของคู่กัน แล้วจะกำหนดตามรู้สิ่งที่เกิดขึ้นภายในจิตเองโดยอัตโนมัติ

พระอรหันต์อย่างเช่นท่าน พระอัญญาโกณฑัญญะ ได้ฟัง “พระธรรมจักรกัปปวัตตนสูตร” แล้ว ได้ดวงตาเห็นธรรม เห็นว่าอย่างไร เห็นว่า “สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นมีความดับเป็นธรรมดา” ซึ่งเป็นธรรมชาติของความรู้แจ้งเห็นจริงภายในจิต ย่อมมีลักษณะอย่างนี้ ใครจะรู้ เห็นมากมายสักปานใดก็ตาม มันก็รวมไปสู่ความว่า “ยงฺกิญจิ สมุทยธมฺมํ สสพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมนติ” สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นมีความดับไปเป็นธรรมดา ความเห็นความรู้ในขั้นสุดยอด มันมีเพียงแค่นี้ ใครจะเทศน์อย่างไร อธิบายอย่างไร พิจารณาไปอย่างไร ในเมื่อจิตมันรู้แจ้งเห็นจริง มันก็มีแต่  “ยงฺกิญจิ สมุทยธมฺมํ” อย่างเดียวเท่านั้น เพราะความรู้อันนี้มันอยู่เหนือสมมติบัญญัติ อยู่เหนือโลก เป็นความรู้ขั้น “โลกุตตรธรรม” เมื่อท่านอัญญาโกณฑัญญะรู้แล้ว เห็นแล้ว พระพุทธเจ้าก็ยอมรับว่าเป็นพระโสดาบัน ในเมื่อได้เป็นพระโสดาบันแล้ว จักษุของท่านสว่างโพลงขึ้นมา ปัญญาความรู้รอบสามารถทรงตัวได้อยู่ในสภาพปกติ เป็น “องค์อริยมรรค” ก็สว่างโพลงขึ้นมา ความรู้แจ้งเห็นจริงปรากฏขึ้น เมื่อวิชาความรู้แจ้งเห็นจริงปรากฏขึ้นแล้ว มันก็สามารถขับไล่อวิชชา คือ ความไม่รู้ให้หมดไป ภูมิจิตของท่านจึงสว่างไสวไม่มีที่สิ้นสุด สว่างไปทั่วโลก พวกเทวดา ภุมเทวดา อากาศเทวดา จนกระทั่งพรหมโลก ก็ส่งเสียงอึงคะนึงบอกข่าวกันต่อๆ ไปว่า พระอรหันต์ปฐมสาวกเกิดขึ้นในโลกแล้ว เสียงดังกึกก้องจนกระทั่งถึงชั้นอกนิฏฐพรหม ที่เราสวดต่อท้ายธรรมจักกัปปวัตตนสูตร

วันนั้นไปเทศน์ที่วันบวร มีอุบาสกอุบาสิกาสวด ก็หมายถึงว่าสวดเรื่องเทวดาที่รู้เรื่อง พระอัญญาโกณฑัญญะได้ดวงตาเห็นธรรม แล้วก็ได้บรรลุพระโสดาบัน มีความชื่นชมยินดี แล้วก็บอกต่อๆ ไปเป็นชั้นๆ จนกระทั่งถึงชั้นอกนิฏฐพรหม ทำไมเทวดาจึงรู้ ก็เพราะว่าท่านอัญญาโกณฑัญญะได้รู้ธรรมเห็นธรรมแล้ว ดวงจิตของท่านสว่างไสวแผ่รัศมีครอบคลุมไปหมด มันก็กระทบกระเทือนถึงจิตใจเทวดา เทวดามีความแตกตื่นโกลาหลก็บอกกันต่อๆ ไป อันนี้คือความอัศจรรย์ของธรรมะที่เกิดขึ้นภายในจิตของผู้ปฏิบัติ มีท่านอัญญาโกณฑัญญะเป็นตัวอย่าง

เอาละต่อนี้ไปเป็นอันว่าหยุดเทศน์ แล้วก็ขอให้ทุกท่านจงกำหนดจิต ทำความสงบจนกว่าจะถึงเวลาอันสมควร.

 


   

 

 [Last Modified: November 4, 2015]  

 

 

 

Visitor Number:
5101487