๑๒.

การปฏิบัติธรรมเพื่อความเป็นพุทธะ

Dhamma Practice throughout the Nirvana

 

 

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2010

Your Reading Number:  877  

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์
 
 

บทความที่ ๑๒ ประจำปี ๒๕๕๓ หลวงพ่อพุธ ฐานิโย – การปฏิบัติธรรมเพื่อความเป็นพุทธะ

  

ณ โอกาสต่อไปนี้ จะได้บรรยายธรรมะเกี่ยวกับการปฏิบัติธรรม เพราะในสมัยปัจจุบันนี้ รู้สึกว่ามีผู้สนใจในการปฏิบัติธรรมเรื่องเกี่ยวกับการทำสมาธิภาวนามาก และต่างก็แสวงหาครูบาอาจารย์ที่จะให้คำแนะนำ หรือชี้แนวทางในการปฏิบัติ บางครั้งในการแสงหาครูบาอาจารย์ผู้ให้คำแนะแนวทางปฏิบัตินั้น บางทีก็อาจผิดพลาดซึ่งไม่ตรงกับหลักความเป็นจริง ตามแนวทางแห่งพระพุทธศาสนา แต่ก่อนอื่น ขอทำความเข้าใจกับบรรดาท่านผู้ฟังทั้งหลายว่า คำว่า “สมาธิ” คือ ความสงบจิตนั้นเป็นความจริงอย่างหนึ่ง ซึ่งเมื่อมีการปฏิบัติแล้วผลเกิดขึ้น มีลักษณะคล้ายคลึงกันและเหมือนกันหมดไม่มีแตกต่าง จะเป็นลัทธิศาสนาใดก็ตามหรือลัทธิพิธีการใดๆ ก็ตาม เมื่อมีการปฏิบัติเกี่ยวเนื่องกับการทำสมาธิ เมื่อทำให้จิตสงบลงไปจริงๆ แล้ว เหมือนกันหมด จะเป็นศาสนาคริสต์ ศาสนาพราหมณ์ หรือศาสนาพุทธก็ตาม หรือแม้ลัทธิอื่นๆ ที่มีการทำสมาธิ เมื่อทำจิตใจสงบลงเป็นสมาธิไปได้ มีลักษณะอย่างเดียวกันหมด ถ้าสมาธิแตกต่างกัน สมาธิก็ไม่ใช่สัจจธรรม ที่เรารู้สึกว่า สมาธิมีความแตกต่างกันนั้น เพราะเราไปยึดวิธีการมากเกินไป ดังนั้น สมาธิจึงเป็นกิริยาของจิต หรือจะว่าตามภาษาชาวบ้านว่า สมาธิเป็นกิริยาของใจ

การทำสมาธิ ใครจะทำท่ายืนก็ได้ นั่งก็ได้ นอนก็ได้ หรือในบางลัทธิเขาสามารถที่จะเอาศีรษะปักลงกับพื้นแล้วก็ชี้ขาขึ้นฟ้า ทำสมาธิอยู่ได้เป็นชั่วโมงๆ เช่น ลัทธิชีเปลือย ซึ่งเขามีการปฏิบัติกันอยู่ในประเทศอินเดียในปัจจุบันนี้ เพราะฉะนั้น สมาธิตั้งแต่ระดับฌานขั้นที่ ๑ ถึงขั้นที่ ๔ คือ ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน เป็นสมาธิสาธารณะทั่วไป ทุกลัทธิที่มีการปฏิบัติสมาธิตั้งแต่ระดับฌานขั้นที่ ๑ ถึงขั้นที่ ๔ เป็นสมาธิขั้นปฐม ในเมื่อผู้ที่ทำสมาธิถึงฌานขั้นที่ ๔ แล้ว มีทางแยกไปตามลัทธิและความเข้าใจของแต่ละศาสดา สำหรับศาสดาในศาสนาพราหมณ์นั้น เมื่อเขาทำจิตถึงฌานขั้นที่ ๔ แล้ว เขาก็ดำเนินจิตเข้าสู่อากาสานัญจายตนะ วิญญาฯญจายตนะ อากิญจัญญายตนะ เสวสัญญานาสัญญายตนะ ไปสมาบัติ ๘ ทีนี้ผู้ทำสมาธิสำเร็จสมาบัติ ๘ ในเมื่อตายไปแล้วไปเกิดพรหมโลก แต่ในลัทธิศาสนาพราหมณ์เขาถือว่า นิพพานของเขาเหมือนกัน เพราะเขาไปกำหนดเอากันที่ว่า ในเมื่อจิตไปอยู่ในสมาบัติ ๘ คือ “เนวสัญญานาสัญญายตนะ” ในเมื่อมองดูจิตแล้ว จะรู้สึกมีสัญญาก็ไม่ใช่ จะว่าไม่มีก็ไม่ใช่ เป็นของละเอียดจริงๆ ผู้ที่มีปัญญายังไม่ละเอียดเพียงพอจึงเข้าใจว่า สมาบัติขั้นนี้เป็นพระนิพพานตามความเข้าใจของเขา แต่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรานี้ ในตอนที่พระองค์ทรงบำเพ็ญเพื่อสำเร็จเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ได้เคยศึกษาในลัทธิของศาสนาพราหมณ์มาก่อน จนสามารถทำจิตของพระองค์ให้บรรลุถึงสมาบัติขั้นสูงสุด คือ “เนวสัญญานาสัญญายตนะ” ในตอนแรกๆ พระองค์ก็คิดว่าพระองค์สำเร็จแล้วเหมือนกัน แต่เมื่อออกจากฌานสมาบัติขั้นนั้นมาสู่ภาวะความเป็นอยู่อย่างปัจจุบันนี้ เหมือนอย่างที่เรานั่งฟังเทศน์กันอยู่นี้ ในเมื่อตาเห็นรูป จมูกได้กลิ่น ลิ้นได้รส กายสัมผัส ก็ยังรู้สึกมีความยินดียินร้าย พอใจและไม่พอใจ พระองค์จึงเห็นว่า ถ้าหากสมาบัติขั้นสูงสุดของพราหมณ์เป็นขั้นสำเร็จพระนิพพาน เมื่อออกจากสมาบัติมาแล้วความยินดียินร้ายซึ่งเป็นอาการของกิเลสย่อมไม่มี เมื่ออยู่ในสมาบัตินั้นเป็นอย่างไร เมื่อออกจากสมาบัติแล้วก็น่าจะเป็นอย่างนั้นเช่นกัน แต่นี่เมื่อเราออกจากสมาบัติแล้ว ยังมีความยินดียินร้ายอยู่ พระองค์จึงสันนิษฐานว่า “ยังไม่สำเร็จ” จึงได้หันมาพิจารณา “สภาวธรรม” หมายถึง “กายกับใจ” ของพระองค์เอง และพิจารณา “ความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ ความไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตนของสภาวธรรมทั้งปวง” จนพระองค์สามารถรู้ข้อเท็จจริงว่า “ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปตามกฎธรรมชาติ และกฎธรรมชาติที่จะเป็นไปของสภาวธรรมนั้น ก็คือ ปรากฏการณ์ในเบื้องต้น ทรงตัวอยู่ชั่วขณะหนึ่ง ในที่สุดก็สลายตัว ในเมื่อสิ่งนั้นมีอันเป็นไปอยู่อย่างนั้น ใครจะพอใจก็ตาม ไม่พอใจก็ตาม จะห้ามก็ตาม ไม่ห้ามก็ตาม กฎธรรมชาตินี้ย่อมเป็นไปตามกฎธรรมชาติของความเป็นจริง ใครจะคัดค้านไม่ได้”

กฎธรรมชาติที่เขาเป็นจริงตามกฎของเขานั้น แล้วมันมาทกให้คนเราเป็น “ทุกข์” ได้อย่างไร ที่มาทให้คนเราทุกข์ได้ก็เพราะว่า “เราไปฝืนกฎธรรมชาติ เพราะเรายังไม่รู้แจ้งเห็นจริง จึงไปนึกปรารถนาตามสิ่งที่ไม่เป็นไปได้ตามความต้องการ” เช่น ความแก่ใครก็ไม่ชอบ ความเจ็บ ความตาย ใครก็ไม่ชอบ ความวิบัติต่างๆ นานา ใครๆ ก็ไม่ชอบแต่เสร็จแล้วเขาก็เป็นไปตามกฎแห่งธรรมชาติของเขา ในเมื่อเรายังมี “ความยึดมั่นถือมั่นด้วยอำนาจกิเลสอุปาทาน” เราจะไปหักห้ามสิ่งเหล่านั้นให้เป็นไปตามกฎธรรมชาติของเขานั้นย่อมเป็นไปไม่ได้  ถ้าหากเราไปฝืนเมื่อไรความทุกข์ย่อมเกิดขึ้นเมื่อนั้น เช่น ความแก่เกิดขึ้นมา เราไม่อยากแก่เราก็ทุกข์ ความเจ็บเกิดขึ้นมา เราไม่อยากเจ็บเราก็ทุกข์ หรือเจ็บแล้วอยากหายๆ ไม่ทันใจเราก็ทุกข์ ยิ่งความตายเข้ามาถึงก็ยิ่งทุกข์กันใหญ่ เพราะเรากลัวตาย ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะเหตุว่า “เราฝืนกฎของธรรมชาติ”

พระองค์มาพิจารณารู้ซึ้งเห็นจริงใน “กฎของธรรมชาติ” จิตของพระองค์ยอมรับสภาพความเป็นจริงของกฎธรรมชาตินั้นๆ อย่างซึ้งถึงจิตถึงใจ จนไม่สมารถที่จะถอนออกมาเป็นจิตที่ไม่ยอมรับได้ คือ เรียกว่า “ยอมรับอย่างจริงๆ แล้วไม่ยอมปฏิเสธอีกต่อไป” พระองค์จึงได้บรรลุถึงความเป็น “พระสัมมาสัมพุทธเจ้า” เพราะความรู้จริงตามกฎของธรรมชาติ อันนี้เป็นเรื่องความเป็นมาของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

เพราะฉะนั้น ในฐานะที่ท่านทั้งหลายก็เป็นผู้สนใจในการที่จะปฏิบัติธรรม พิจารณาธรรม ให้รู้แจ้งเห็นจริงตามกฎของธรรมชาติ อาตมาจึงจะนำหลักการในเบื้องต้นมาเสนอแนะพอเป็นแนวทางพิจารณาตามหลัก “อารักขกรรมฐาน ๔” คือ มี (๑) พุทธานุสสติ คือ การระลึกคุณของพระพุทธเจ้า แล้วก็มี (๒) การเจริญเมตตา (๓) อสุภกรรมฐาน คือ การพิจารณากายให้เห็นเป็นของปฏิกูล น่าเกลียด โสโครก (๔) มรณัสสติ คือนึกถึงความตาย พิจารณาความตายของคนอื่น สัตว์อื่น และของตนเอง อันนี้เป็นอารักขกรรมฐาน ซึ่งเป็นกรรมฐานที่พุทธศาสนิกชน ผู้ที่ตั้งใจปฏิบัติธรรมเพื่อรู้แจ้วเห็นจริงในธรรม ควรจะยึดถือเป็นหลักปฏิบัติ

พุทธานุสสติ เป็นการระลึกคุณแห่งพระพุทธเจ้าประการต้นนั้น ทำไมเราจึงระลึกคุณของพระพุทธเจ้า คำ ตอบคือว่า พระพุทธเจ้าเป็นพระบรมศาสดาของเรา นอกจากจะเป็นพระบรมศาสดาของเราแล้ว พระองค์ยังเป็นบุคคลตัวอย่าง  เป็นบุคคลตัวอย่างแห่งความเสียสละ พระพุทธเจ้าเสียสละอะไรบ้าง อาตมาจะไม่นำมากล่าว และพระองค์เป็นบุคคลตัวอย่างแห่งการละความชั่ว ประพฤติความดี และทำจิตใจให้บริสุทธิ์สะอาด ซึ่งสรุปลงพระคุณอันยิ่งใหญ่ ๓ ประการ คือ     

(๑)  “พระปัญญาคุณ” พระพุทธเจ้าเป็นผู้มีปัญญา รู้ดี รู้ชอบ ด้วยพระองค์เอง คือ รู้อริยสัจจธรรมทั้ง ๔ ได้แก่ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค อันนี้เป็นพระปัญญาคุณ เป็นตัวอย่างอันบุคคลผู้มีปัญญาอันเลิศ

(๒)“พระบริสุทธิคุณ” พระพุทธเจ้าเป็นพระผู้มีกมลสันดานอันบริสุทธิ์สะอาดปราศจากกิเลสอาสวะน้อยใหญ่ทั้งหลายทั้งปวง กิเลสแม้เท่าธุลีไม่มีเหลืออยู่ในพระทัยของพระองค์แล้ว พระองค์จึงเป็น ผู้ถึงความบริสุทธิ์สะอาดโดยสิ้นเชิง อันนี้พระองค์ทรงเป็นตัวอย่างแห่งบุคคลที่บริสุทธิ์ และ

(๓) “พระมหากรุณาธิคุณ”  พระองค์เป็นพระผู้มีพระทัยประกอบด้วยพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ สู้อุตส่าห์สละด้วยความทุกข์ยากเหน็ดเหนื่อยส่วนพระองค์ แสดงพระธรรมเทศนาโปรดเวไนยสัตว์ ให้รู้จักบาปบุญคุณโทษ ประโยชน์ และไม่ใช่ประโยชน์ จนกระทั่งให้บรรลุ มรรค ผล นิพพาน ตามลำดับ อันนี้เป็นตัวอย่างแห่งบุคคลที่ทรงไว้ซึ่งพระมหากรุณาธิคุณ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พระมหากรุณาธิคุณนั้น แม้ว่าพระองค์ทรงทราบว่า เวไนยสัตว์ผู้ควรรับพระธรรมเทศนาจะอยู่ใกล้ไกลสักปานใดก็ตาม ก็ทรงอุตส่าห์เสด็จไปเทศนาโปรดให้เข้าตั้งอยู่ใน มรรค ผล นิพพาน อันนี้ก็เป็นตัวอย่างแห่งบุคคลผู้มีพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ ทีนี้เราจะมารำลึกพระคุณของพระองค์ เพื่อจะน้อมเอาพระคุณนั้นๆ เข้ามาอยู่ในจิตในใจของเรา เราจะทำอย่างไร

 

บัดนี้มาถึงวิธีการที่จะปฏิบัติกันแล้ว พระโบราณาจารย์ท่านกล่าวว่า ผู้ที่จะมาปฏิบัติธรรมเพื่อที่จะให้ถึง “ความเป็นพุทธะในจิตในใจของตนเองนั้น” เริ่มต้นด้วยวิธีการ คือ การไหว้พระสวดมนต์ แล้วก็เจริญเมตตา ซึ่งการไหว้พระสวดมนต์นั้น ท่านทั้งหลายก็ย่อมเคยปฏิบัติกันอยู่แล้ว และการเจริญพรหมวิหารนั้น ก็เข้าใจว่ากระทำกันเป็นกิจวัตรประจำวัน ทีนี้ตามแบบฉบับในเมื่อเราทำกิจในเบื้องต้นเสร็จแล้ว มานั่งขัดสมาธิเอาขาขวาทับขาซ้าย มือขวาวางทับมือซ้ายลงบนตัก ตั้งกายให้ตรงดำรงสติให้มั่น กำหนดรู้ลงที่จิตของเรา นึกในใจว่า พระพุทธเจ้าก็อยู่ในจิต พระธรรมก็อยู่ในจิต พระอริยสงฆ์ก็อยู่ในจิต แล้วก็นึกในใจว่า “พุทโธ ธัมโม สังโฆ - พุทโธ ธัมโม สังโฆ - พุทโธ ธัมโม สังโฆ” จำนวน ๓ ครั้ง แล้วก็มากำหนดตึกเอาคำเดียว ก็คือ “พุทโธๆๆๆ” ไว้ที่ใจ หรือบางท่านอาจจะนีก “พุท” พร้อมลมเข้า “โธ” พร้อมกับลมออกก็ได้ แล้วแต่สะดวก ทีนี้ถ้าหากนึก “พุท” พร้อมลมเข้า “โธ” พร้อมกับลมออกนั้น จังหวะแห่งการหายใจอาจจะห่างไป จิตยังมีช่องว่างที่จะส่งกระแสไปทางอื่น ก็ให้ปล่อยลมหายใจเสีย แล้วก็ให้นึก “พุทโธ” เร็วเข้า  “พุทโธๆๆๆ” เร็วๆ จนไม่มีช่องว่าง การนึก “พุทโธ” ในขณะที่เรานึกอยู่นั้น อย่าไปบังคับจิต เพียงแต่ให้จิตของเราสัมผัสกับ “พุทโธ” ไม่ขาดระยะ นึกอยู่อย่างนั้นแหละ และก็ไม่ต้องไปนึกว่าเมื่อใดจิตจะสงบ เมื่อใดจิตจะสว่าง เมื่อใดจะรู้ เมื่อใดจะเห็น ไม่ต้องนึกทั้งนั้น รู้หรือไม่รู้ เห็นหรือไม่เห็น สงบหรือไม่สงบ เป็นเรื่องของจิตที่จะเป็นไปเอง ในเมื่อมีการนึก “พุทโธๆๆๆ” ไม่ขาด นึกอยู่อย่างนั้น ในเมื่อถึงกาลถึงเวลาอันสมควรแล้ว จิตจะสงบลงไปเอง ในตอนแรกนี้ ถ้าหากมีอาการเคลิ้มๆ เหมือนกับจะง่วงนอน นั้นก็แสดงว่าจิตกำลังเริ่มสงบลงไปแล้ว ให้เร่งบริกรรมภาวนาเข้า ภาวนาเบาๆ ให้นึก “พุทโธ” เบาๆ อย่าให้มีอาการกดและข่มความรู้สึกหรือประสาทร่างกายส่วนใดส่วนหนึ่ง พยายามทำให้สบายที่สุดทั้งกายและใจ นึกอยู่อย่างนั้น จนกว่าจะถึงเวลาอันสมควร

ถ้าหากว่าจิตมีอาการเคลิ้มๆ ลงไป คำว่า “พุทโธๆๆ” ซึ่งเรียกว่า “คำบริกรรมภาวนา” นั้น เมื่อจิตมีอาการเคลิ้มลงไปเกิดสว่างขึ้นมา แล้วรู้สึกคำว่า “พุทโธ” จะหายไป ในเมื่อ “พุทโธ” หายไปแล้ว ให้ผู้ปฏิบัติกำหนดรู้อยู่ที่จิตอย่างเดียว หรือมิฉะนั้นก็น้อมไปสู่ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก กำหนดรู้ลมหายใจเข้า ลมหายใจออกแทน “พุทโธ” กำหนดรู้อยู่ที่ลมหายใจอย่างนั้น ในขณะที่จิตกับคำบริกรรมภาวนาก็ดี หรือจิตกับลมหายใจเข้าออกมีความสัมผัสกันโดยไม่ขาดระยะก็ดี บางทีอาจจะมีอาการตัวสั่นนิดๆ ก็อย่าไปในใจ บางทีมีอาการกายเบาเหมือนจะลอยขึ้น ก็อย่าไปสนใจ บางทีมีอาการคล้ายกับตัวสูงใหญ่ขึ้นหรือเล็กลง หรือเมื่อมีอาการใดๆ จะปรากฏในขณะภาวนานั้นก็ตาม ให้ท่านผู้ปฏิบัติกำหนดรู้ลงที่จิตกับลมหายใจเท่านั้น อย่าไปเอะใจในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แล้วก็กำหนดรู้อยู่อย่างนั้น จนกว่าจิตจะค่อยสงบละเอียดลงไปทีละน้อยๆ แล้วลมหายใจจะค่อยจางหายไป ในที่สุดลมหายใจจะจางหายขาดไป เมื่อลมหายใจหายขาดไปแล้ว กายที่ปรากฏอยู่ก็หายไปด้วย ในเมื่อกายหายไปแล้วจิตจะสงบ นิ่ง เด่น มีความสว่างไสว รู้อยู่ที่จิตอย่างเดียว ร่างกายไม่ปรากฏแล้วในตอนนี้ ลมหายใจก็หายไปหมดแล้ว ยังเหลือแต่จิตดวงเดียวล้วนๆ สว่างไสวอยู่อย่างนั้น อันนี้เรียกว่า “จิตถึงอัปปนาสมาธิ” จิตถึงอัปปนาสมาธิในขั้นนี้ ท่านเรียกว่า ปฐมจิต ปฐมวิญญาณ หรือมโนธาตุ เป็นแต่เพียงจิตสงบเข้าไปสู่สภาวะความเป็นดั้งเดิมของจิต ที่ยังไม่ส่งกระแสออกมารับรู้อารมณ์ภายนอก แม้ว่าจิตในขั้นนี้จะยังใช้การอะไรไม่ได้ก็ตาม ให้ผู้ปฏิบัติเพียรพยายามทำให้ได้อย่างนี้บ่อยๆ เข้า แล้วจิตจะค่อยเพิ่มพลังขึ้นมาเอง การทำสมาธิก็จะมีอาการคล่องแคล่วชำนิชำนาญ

ในตอนนี้ถ้าหากท่านจะมีข้อสงสัยว่า เมื่อจิตสงบนิ่งเป็นอัปปนาสมาธิแล้ว จนตัวไม่ปรากฏ ลมหายใจไม่ปรากฏ จิตก็จะไปติดอยู่ในสมถะไม่เกิดความรู้อันใดขึ้นมา บางท่านอาจจะสงสัยอย่างนี้ ความจริงแล้วเมื่อจิตอยู่ในอัปปนาสมาธิในขั้นนี้ จิตย่อมไม่มีสิ่งรู้ จิตย่อมไม่มีสิ่งเห็น มีแต่จิตดวงเดียวล้วนๆ ที่ใสสะอาดบริสุทธิ์อย่าเท่านั้น อันนี้จิตอยู่ในขั้นสมถะย่อมไม่มีภูมิความรู้เกิดขึ้น ถ้าหากว่าสมมติว่าผู้ปฏิบัติแล้วจิตเป็นอย่างนี้บ่อยๆ แล้ว จะเกิดปัญญาความรู้ขึ้นมาได้อย่างไร อันนี้เป็นปัญหาที่นักปฏิบัติต้องทำความเข้าใจ แต่อาตมาขอให้ข้อสังเกตว่า เมื่อจิตสงบนิ่งเป็นอัปปนาสมาธิในขั้นสมถะบ่อยๆ เข้า ก็จะกลายเป็นพื้นฐานสร้างความมั่นคงของจิต ในเมื่อจิตมีสมาธิอันมั่นคง สติก็มีความมั่นคงขึ้นเป็นเงาตามตัว ทีนี้เมื่อจิตถอนมาจากความสงบนิ่งอย่างนี้ ในกรณีเมื่อเกิดความคิดขึ้นมาเท่านั้น ถ้าจิตมีสติ มีสมาธิ มีพลังเพียงพอ จิตก็จะตามรู้ความคิดนั้นไป ความคิดเกิดขึ้นมาอย่างไร จิตก็จะรู้ๆๆ ตามรู้ไปเรื่อย นี่ “ปัญญา” จะเกิดขึ้นตรงนี้ ถ้าหากผู้ปฏิบัตินั้นเมื่อจิตถอนออกมาจากอัปปนาสมาธิแล้ว ก็เลิกจากการกำหนดจิตเลยทีเดียว ถ้าปล่อยทำอย่างนี้เรื่อยๆ ปัญญามันไม่เกิด เพื่อจะให้ปัญญาเกิดเมื่อจิตถอนออกมาจากอัปปนาสมาธิ พอมันเกิดความคิดขึ้นมาเท่านั้น ให้กำหนดตามรู้ความคิดนั้นไป อย่าไปปล่อย อย่าไปละโอกาสแม้วว่าจิตจะถอนออกมา โดยไม่มีพลังแห่งสมาธิเหลืออยู่ก็ตาม ให้กำหนดตามความคิดนั้นไปเรื่อยๆ จิตคิดอะไรขึ้นมาก็รู้ เพียงแต่รู้เฉยๆ อย่าไปช่วยวิพากษ์วิจารณ์ใดๆ ทั้งสิ้น แล้วเมื่อปฏิบัติอย่างนี้ ปัญญาของผู้ปฏิบัติจะค่อยเกิดขึ้นเอง เพราะสิ่งที่เรียกว่า “ปัญญา” นั้น ก็หมายถึง “ความคิดที่เราเคยคิด” แล้วมันทำความวุ่นวายให้เมื่อก่อนนั้นเอง แต่เมื่อเราผ่านการทำสมาธิบ่อยๆ เข้า จนจิตมีพลังสมาธิ มีพลังแห่งสติมั่นคง ความคิดที่วุ่นวายทั้งหลายเมื่อก่อนนั้นจะกลายเป็นเครื่องรู้ของจิต จะเป็นเครื่องระลึกของสติ เป็นฐานที่ตั้งของจิต เป็นฐานที่ตั้งของสติ เมื่อผู้ปฏิบัติตั้งใจกำหนดตามรู้ความคิดของตนเองที่เกิดขึ้นนั้น โดยไม่ปล่อยโอกาสให้ผ่านไปเฉยๆ ในเมื่อจิตมีเครื่องรู้ สติมีเครื่องระลึก จะทำให้สติตัวนี้มีพลังแก่กล้าเป็น “มหาสติ” ในเมื่อสติตัวนี้มีพลังแก่กล้าขึ้นเป็นมหาสติ สติตัวนี้จะกลายเป็น “สตินทรีย์” เรียกว่า “สติเป็นอินทรีย์ เป็นใหญ่ในธรรมทั้งปวง” เมื่อมีความคิดอันใดเกิดขึ้นเพราะอาศัยสติเป็นใหญ่นั้นเอง สติจะคอยจ้องมอง ตามระยะแห่งความคิดไปเรื่อย (อินทรีย์ หมายถึง สิ่งที่เป็นใหญ่ในการทำกิจของตน คือทำให้ธรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องเป็นไปตามตน ในกิจนั้นๆ ในขณะที่เป็นไปอยู่นั้น – สตินทรีย์ คือ สติเป็นใหญ่)

ความคิดที่เกิดขึ้นและสติเป็นผู้คอยควบคุมอยู่นั้น ในเมื่อจิตคิดอะไรขึ้นมา จะมีอาการสักแต่ว่าคิดๆ แล้วก็ปล่อยว่างไป ไม่ยึดถือในสิ่งใดๆ ทั้งสิ้น และในโอกาสต่อไป นอกจากที่เวลาเราตั้งใจปฏิบัติด้วยการนั่งสมาธิหลับตา เวลาเราไปทำงานทำการ สติตัวนี้จะกลายเป็นอุปกรณ์ในการทำงานได้เป็นอย่างดี เพราะผู้ภาวนานั้นจะถืองานในหน้าที่ของเรานั้นเป็นเครื่องรู้ของจิต เป็นเครื่องระลึกของสติ ต่อไปแม้ว่า การยืน เดิน นั่ง นอน กิน ดื่ม ทำ พูด คิด เราทำสติตามรู้อยู่ตลอดเวลา ในเมื่อเป็นเช่นนั้น การปฏิบัติธรรม การปฏิบัติสมาธิของเราก็มีได้ตลอดเวลา นี้คือผลที่จะเกิดขึ้นจากการบริกรรมภาวนา

จริงอยู่ในเมื่อเราพูดกันตามหลักวิชา พุทธานุสสติเป็นอารมณ์ของสมถกรรมฐาน ทีนี้บางท่านกล่าว่า การภาวนา “พุทโธ” นั้น จิตสงบได้แค่สมถกรรมฐานเท่านั้น แต่โดยข้อเท็จจริงที่ได้ทดสอบกันมาแล้ว การบริกรรมภาวนาทุกอย่างจิตสบงบลงไปแค่อุปจารสมาธิ คำบริกรรมภาวนานั้นหายไป ในเมื่อคำบริกรรมภาวนานั้นหายไป (ขณะนั้นจิตว่าง นิ่ง สงบ เด่น สว่างไสว เป็นสภาวะจิตดั้งเดิมของผู้ปฏิบัติบริกรรมภาวนา) ผู้ฉลาดในการปฏิบัติมีทางที่จะพึงปฏิบัติได้ใน ๒ แง่ นั่นคือ (๑) น้อมเอาจิตนั้นไปเพ่งพิจารณา “อาการ ๓๒” คือ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เป็นต้น และ (๒) ให้พิจารณาในแง่แห่งอสุภกรรมฐาน คือ ความไม่สวย ไม่งาม ปฏิกูล น่าเกลียด โสโครก ทั้งปัจจุบันทั้งที่ถึงแก่ความตายไปแล้ว โดยน้อมนึกเอาว่า ผมก็เป็นของปฏิกูล ขนเป็นของปฏิกูล เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก ก็เป็นของปฏิกูล น่าเกลียด โสโครก เป็นอุบายหรือแนวทางเพื่อทำให้จิตของเราน้อมเชื่อลงไปว่าเป็นอย่างนั้นจริงๆ พิจารณาทบทวนอยู่อย่างนั้น

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พวกท่านทั้งหลายเคยเรียนวิชาแพทย์มาแล้ว การพิจารณาอสุภกรรมฐานนี้เป็นของง่าย ที่ว่าให้พิจารณา ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก นั้น ตามหลักของอาการ ๓๒ หรือ “กายคตาสติ” (เพิ่มเติม:–  สติอันไปในกาย คือ กำหนดพิจารณากายนี้ ให้เห็นว่าประกอบด้วยส่วนต่างๆ อันไม่สะอาด ไม่งาม น่ารังเกียจ เป็นทางรู้เท่าทันสภาวะของกายนี้ มิให้หลงใหลมัวเมา เป็นหัวข้อหนึ่งใน “อนุสติ ๑๐”) อันนี้ท่านเขียนไว้เป็นตำรับตำรา ท่านผู้ใดสมัครใจที่จะพิจารณา “อุสภกรรมฐาน” ท่านอาจจะน้อมนึกถึงอดีตที่ท่านเคยเรียนวิชาแพทย์มา ท่านเคยผ่าศพมาพิสูจน์ ผ่าตับ ไต ไส้ พุง ต่างๆ ที่มีอยู่ในกายของมนุษย์นี้ ที่ท่านหยิบมาด้วยมือ แล้วก็ดูด้วยตา รู้ด้วยใจ น้อมเอาอดีตสัญญาหรือความรู้ในอดีตนั้นแหละมาเป็นอารมณ์ของกรรมฐาน ซึ่งบางท่านเคยแนะนำให้พิจารณาอสุภกรรมฐาน ท่านก็บอกว่า หลับตาเดี๋ยวนี้ ก็มองเห็นเดี๋ยวนี้ เพราะว่าเคยเล่าเรียนมาเสียจนแหลกละเอียดมาแล้ว แต่อันนั้นมันเป็นเรื่องสัญญา ทีนี้เราเอาเรื่องสัญญาอดีตของเราที่เราเรียนผ่านมานั้นแหละ มาพิจารณาเป็นอารมณ์กรรมฐาน พิจารณาไป เช่น อย่างสมมติว่า เราอาจจะพิจารณาว่า หัวใจมีลักษณะอย่างไร มีหน้าที่อย่างไร ตามที่ท่านเรียนมานั้นแหละ เพ่งลงไปให้มองเห็นด้วยจิตด้วยใจกันจริงๆ ในตอนแรกๆ เราอาศัยสัญญาที่เรียนมานั้นน้อมนึกเป็นแนวทางเอาไว้ก่อน ในเมื่อท่านพิจารณาลงไปพอแน่ใจว่า เกิดความเชื่อในใจว่าเป็นอย่างนั้นจริงๆ ถึงจิตของท่านจะไม่เชื่อก็ตาม เพราะเท่าที่เคยรู้เคยเห็นมาแล้วมันเป็นของง่าย พอหลังจากนั้นท่านอาจจะกำหนดบริกรรมภาวนาอันใดอันหนึ่งลงไป เช่น พุทโธๆๆ เป็นต้น เมื่อจิตของท่านสงบลงไปแล้ว ท่านจะมองเห็นสิ่งที่ท่านพิจารณานั้นเป็นภาพนิมิตขึ้นมาภายในจิตในใจ อาตมาว่าเป็นการง่ายที่สุดสำหรับการเจริญอสุภกรรมฐานของบรรดานายแพทย์ทั้งหลายที่เคยเรียนมาแล้ว ทีนี้ในเมื่อท่านพิจารณาเรื่องอวัยวะต่างๆ ซึ่งมีภายในกายที่ท่านเรียนผ่านมาแล้วนี้ จนกระทั่งจิตของท่านรู้ซึ้งเห็นจริงลงไป จนจิตสงบลงไปแล้ว เกิดเป็นภาพนิมิตขึ้นมาในความรู้สึกภายในจิต อยู่ในลักษณะท่าทีที่สงบนิ่งเป็นสมาธิ ในขั้นต้นนี้ ในเมื่อท่านเกิดนิมิตความรู้เห็นขึ้นมา อาจจะมีลักษณะคล้ายๆ กับว่ามองเห็นด้วยตา แล้วก็รู้ด้วยใจ นี้เป็นนิมิตเบื้องต้นที่จะพึงเกิดขึ้น

เมื่อจิตสงบละเอียดลงไปกันจริงๆ แล้ว จนกระทั่งท่านรู้สึกว่าจิตของท่านยังเหลือแต่จิตล้วนๆ ร่างกายไม่ปรากฏในความรู้สึก และการมองเห็นนิมิตนั้นรู้สึกเห็นด้วยใจล้วนๆ โดยไม่มีประสาททางกายเจือปนแม้แต่ประการใด ทีนี้ถ้าหากสมมติว่าท่านสามารถทำได้ดังที่กล่าวมานี้ จะเป็นอุปกรณ์ในการพยาบาลรักษาคนได้อย่างดีวิเศษที่สุด

ทีนี้  “อสุภกรรมฐาน” นี้เป็นอุปกรณ์รักษาโรคภัยไข้เจ็บได้อย่างไร ในช่วงต่อไปนี้ อาตมาจะขอเอาเรื่องส่วนตัวมาเล่าสู่ให้ท่านทั้งหลายฟัง ในสมัยอายุ ๒๒ ปี อาตมาป่วยเป็นวัณโรค ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ ยารักษาโรควัณโรคยังไม่มี ยังไม่มีใครรับรองว่า รักษาวัณโรคหาย ทีนี้พอดีท่านอาจารย์ฟั่นท่านมาจำพรรษาด้วย อยู่ที่วัดบูรพา เมืองอุบล ท่านก็มาแนะนำให้พิจารณาอาการ ๓๒ คือ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก ทีแรกก็ใช้การพินิจพิจารณาตามที่เราจำได้ โดยเริ่มต้นว่า “อะยัง โข เม กาโย” กายของเรานี้แล “อุทธัง ปาทะตะลา” เบื้องบนแต่พื้นเท้าขึ้นมา “อะโธ เกสะมัตตถุกา” เบื้องต่ำแต่ลายผมลงไป “ตะจะปะริยันโต” มีหนังหุ้มอยู่เป็นที่สุดรอบ “ปุโร นานัปปะการัสะ อสุจิโน” เต็มไปด้วยของไม่สะอาดนี้ประการต่างๆ “อัตถิ อิมัสสะมิง กาเย” มีอยู่ในกายนี้ พิจารณาน้อมจิตไปที่ส่วนต่างๆ ของอวัยวะของร่างกาย ดังนี้

“เกสา” คือ ผมทั้งหลาย น้อมจิตนึกไปที่ผม

“โลมา” คือ ขนทั้งหลาย น้อมจิตนึกไปที่ขน

“นะขา” คือ เล็บทั้งหลาย น้อมจิตนึกไปที่เล็บ

“ทันตา” คือ ฟันทั้งหลาย น้อมจิตไปที่ฟัน

“ตะโจ” คือ หนัง น้อมจิตนึกไปที่หนัง

“มังสา” คือ เนื้อ น้อมจิตนึกไปที่เนื้อ

“นะทะรู” คือ เอ็นทั้งหลาย น้อมจิตไปที่เอ็น

“อัฏฐิ” คือ กระดูกทั้งหลาย น้อมจิตไปที่กระดูก

“อัฏฐิมิญชัง” คือ เยื่อในกระดูก น้อมจิตเข้าไปในที่เยื่อกระดูก

“วักกัง” คือ ม้าม น้อมจิตเข้าไปที่ม้าม

“หะทะยัง” คือ หัวใจ น้อมจิตไปที่หัวใจ

“ปัปผาสัง” คือ ปอด น้อมจิตไปที่ปอด

 

เพราะ “อุปาทาน” เคยยึดถือว่า วัณโรคเป็นอยู่ที่ปอด พอน้อมไปที่ปอดจิตมันก็จดจ่ออยู่ที่ปอด มันไม่ยอมไปไหน ในที่สุดก็มองเห็นปอดของตัวเอง เป็นสีแดง แล้วจิตก็มีความสว่างไสว มองเห็นจุดอยู่ที่ขั้วปอด ๒ จุด โตขนาดเหรียญสลึง แล้วก็น้อมเพ่งดูอยู่ที่ปอดนั้นตลอดไป จิตมันก็ไม่ยอมไปไหนเหมือนกัน

ในตอนแรกๆ รู้สึกว่า กายก็ยังปรากฏอยู่ ลมหายใจก็ยังปรากฏอยู่  แล้วก็มองเห็นปอดคล้ายๆ กับว่ามองเห็นด้วยตา รู้ด้วยใจ ในเมื่อจิตเพ่งอยู่ที่ปอดอย่างไม่ลดละ จิตค่อยๆ สงบ ละเอียด และละเอียดๆ ลงไป เมื่อจิตสงบละเอียดลงไปจริงๆ แล้ว ปรากฏว่าร่ายกายของตนเองไปนอนแผ่อยู่กับพื้น ความรู้สึกขณะนั้นเหมือนกับว่า จิตไปลอยเด่นอยู่เหนือร่างกาย สูงประมาณ ๒ เมตร แล้วก็ทอดแสงสว่างลงมาดูกาย ในตอนนี้ความรู้สึกนึกคิดอะไรไม่มีทั้งนั้น มีแต่จิตรู้เด่นสว่างอยู่อย่างนั้น แต่ทางส่วนกายนี้ เริ่มต้นด้วยการขึ้นอืดแล้วก็น้ำเหลืองไหล เนื้อหนังผุพังไป ตกลงไปทีละชิ้นสองชิ้น ในที่สุดยังเหลือแต่โครงกระดูก แล้วโครงกระดูกก็หลุดออกจากกัน แล้วก็หักออกเป็นท่านน้อยท่อนใหญ่ ในที่สุด กระดูกก็แหลกหายไปกับพื้นดิน มองเห็นผงกระดูกโปรยอยู่บนพื้นดินเหมือนๆ กับขี้เถ้าโปรยอยู่บนกองทราย  แล้วอยู่มาอีกขณะหนึ่ง พอผลกระดูกหายลงไปที่พื้นแผ่นดิน มองไม่เห็นผงกระดูก ในที่สุดพื้นแผ่นดินนั้นก็หายลงไปหมด เหลือแต่จิตดวงเดียวเท่านั้น แล้วอีกสักพักหนึ่งแผ่นดินปรากฏขึ้นมาแล้วก็มีผงกระดูก กลายเป็นกระดูกท่อนน้อย ท่อนใหญ่ แล้วก็กลายเป็นกระดูกขึ้นมา ต่อเป็นโครงสร้าง มีโครงกระดูกครบถ้วน เนื้อหนังก็งอกขึ้นมาตามที่ต่อของโครงกระดูก จนกระทั่งปรากฏว่ามีร่างกายสมบูรณ์ตามเดิม แล้วก็มีอันเป็นไปอยู่อย่างนั้น กลับไปกลับมาไม่รู้กี่ครั้งกี่หน แต่จำได้เพียง ๓ ครั้งเท่านั้น ความเป็นอันนี้เริ่มเป็นอยู่ตั้งแต่ตี ๓ แล้วก็ไปรู้สึกตัวต่อเมื่อ ๒ โมงเช้า

ก่อนที่จะรู้สึกตัวขึ้นมานั้น ดวงจิตที่มีอาการเด่นนั้น มีอาการไหวนิดหนึ่ง พอไหวแล้วก็เกิดความรู้สึกขึ้นมาว่า นี่หรือคือความตาย ความรู้สึกอันหนึ่งผุดขึ้นมาว่าใช้แล้ว พอคำตอบใช่แล้วปรากฏขึ้น จิตที่ลอยเด่นนั้นก็ลดลงมา รู้สึกว่ามาปะทะกับหน้าอกแผ้วๆ แล้วความรู้สึกก็ค่อยรู้สึกทางกายขึ้นมา ความรู้สึกซึ่งเกิดในระยะแรกนั้นคล้ายๆ กับถูกฉีดยาเข้าเส้นอย่างแรง มีอาการวิ่งซู่เข้าไปทั่วกาย ทีนี้อาตมากำหนดดูว่า เรานอนอยู่ในท่าไหน หันศีรษะไปทางใด มือเท้าวางไว้อย่างไร กำหนดจิตอย่างไรจึงเป็นอย่างนี้ พอรู้สึกตัวเต็มที่แล้ว พอหายสงสัยตื่นรู้สึกตัวเต็มที่แล้ว ความสงสัยนั้นก็ยังมี นึกสงสัยขึ้นมาว่า เอ๊ะ นี่เราตายจริงหรือเปล่า เลยต้องยกมือคลำที่หน้าอก เพราะแน่ใจว่ายังไม่ตาย ลืมตาขึ้นมาก็ ๒ โมงเช้าพอดี ทีนี้พอเหตุการณ์อย่างนี้ผ่านไป วัณโรคที่เป็นอยู่นั้น อาเจียนเป็นโลหิตออกมา แล้วก็เป็นน้ำหนองออกมาอย่างเหม็นเน่า ต่อจากนั้นก็ค่อยๆ จางหายไปทีละน้อยๆ ในที่สุดเลือดก็หายขาด หนองที่เคยออกก็หาย ร่างกายก็ค่อยๆ ดีขึ้น จนกระทั่งหายมาจนกระทั่งบัดนี้

อันนี้ขอให้ท่านทั้งหลายลองพิจารณาดูซิว่า การบำเพ็ญกรรมฐานนี้ เกี่ยวกับการพิจารณาอสุภกรรมฐานนี้ พิจารณา ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก มีทางพอที่จะรักษาโรคภัยไข้เจ็บได้ไหม ในฐานะที่ท่านทั้งหลายเป็นนายแพทย์และเรียนผ่านมาแล้ว แต่อาตมายืนยันรับรองได้ว่า วัณโรคที่อาตมาเป็นนั้น หายเพราะการภาวนา เพราะความรู้สภาวะความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในจิตในใจ ทีนี้ผลลัพธ์แห่งความรู้ที่เกิดขึ้นนั้น หลังจากที่ร่างกายสลายไปหมดแล้วยังเหลือแต่จิตอย่างเดียว เมื่อปรากฏมีกายอีกทีหนึ่ง ความรู้สึกก็เกิดขึ้นว่า โรคภัยไข้เจ็บนี้มันเป็นอยู่ที่ร่างกาย ไม่ได้เป็นอยู่ที่ใจ ใจกับกายมันคนละอย่าง กายนี้มันเหมือนกับเป็นที่อาศัย แต่ว่าใจนั้นอาศัยอยู่ในกาย แต่ผู้เจ็บผู้ป่วยผู้ตายไม่ใช่ใจ ร่างกายต่างหากที่มันเจ็บป่วยตายไป ร่างกายนี้มันก็เป็นอนัตตาไม่ใช่ตัวของเรา เพราะฉะนั้น เมื่อไม่มีตัว ไม่มีตน มีแต่จิตดวงเดียว แล้วความเจ็บไข้มันจะมีมาจากไหน หลังจากนั้น กำลังใจมันก็เกิดขึ้นอย่างมหาศาล ถ้าหากว่าบางครั้งมันอาจจะรู้สึกกับความเจ็บไข้ขึ้นมา ในด้านที่ทำให้เกิดทุกข์ใจ มันมักจะมีความคิดเกิดขึ้นมาโต้ตอบว่า “ไม่ได้จ้างให้มันมาเกิด ไม่ได้จ้างให้มันมาตาย อยากตายก็เชิญเลย” นี่มันท้าทายอย่างนี้ แล้วโรคภัยไข้เจ็บมันก็หายเรื่อยๆ มา

อันนี้ที่นำมาเล่านี้ ก็เป็นแนวทางให้ท่านทั้งหลายได้พิจารณาว่า การบำเพ็ญสมถกรรมฐานก็ดี วิปัสสนากรรมฐานก็ดี สามารถจะรักษาโรคภัยไข้เจ็บได้ไหม อันนี้ขอฝากให้ท่านทั้งหลายไว้พิจารณา และอีกอย่างหนึ่ง มีท่านอาจารย์องค์หนึ่ง ซึ่งท่านก็เป็นตัวอย่างอีกอย่างหนึ่งเหมือนกัน ท่านชื่อท่านอาจารย์จันทน์ เขมปตฺโต  ท่านอยู่ที่จังหวัดหนองคาย มีพระรูปหนึ่ง เจ็บปวดในท้องไม่หายสักที รักษาอย่างไรก็ไม่หาย อยู่มาวันหนึ่งท่านก็จับพระองค์นั้นมานั่งข้างหน้าท่าน ไหนมาดูซิจะตรวจโรคให้ ทำไมมันถึงไม่หายสักที เสร็จแล้วท่านก็นั่งเพ่งดูร่างของพระองค์นั้น อีกสักพักหนึ่งท่านก็บอกว่า มันจะไม่เจ็บไม่ป่วยได้อย่างไร คุณกินเบ็ดเข้าไปทั้งคัน มันเกาะอยู่ที่ผนังกระเพาะ ไปให้หมอเอาออกให้เสียแล้วมันก็จะหาย พระองค์นั้นก็เข้าโรงพยาบาล หมอก็ฉายเอ็กซเรย์ ผ่าเอาเบ็ดออกแล้วโรคมันก็หาย อันนี้การทำสมาธิสามารถที่จะตรวจโรคได้ คุณหมอที่เป็นลูกศิษย์อาตมาอยู่ที่นครราชสีมา  ก็เคยเล่าให้ฟังว่า การทำสมาธิภาวนาพุทโธๆๆ ตามที่หลวงพ่อบอกนั้น จิตของหนูไม่เคยนิ่งสว่างเป็นสมาธิสักที แต่ว่ามันแปลกอยู่อย่างหนึ่ง เวลาตรวจโรค พอจับเครื่องฟังเข้ามาสวมหูเท่านั้น จิตมันวูบไปปะทะร่างคนไข้ แล้วมันก็รายงานออกมาได้ว่า เขาเป็นโรคอย่างนั้น ควรจะให้ยาอย่างนั้น ในเมื่อไปตรวจดูจริงๆ แล้ว มันก็ถูกต้อง แล้วเขาก็ถามว่าเป็นผลแห่งการทำสมาธิด้วยหรือเปล่า อาตมาก็บอกว่าให้คุณพิจารณาเอาเอง อาตมาไม่ตัดสินให้หรอกให้ทดสอบไปเรื่อยๆ เพื่อค้นหาข้อเท็จจริงว่า มันจะเป็นไปได้ไหม

ที่นำมาเล่าสู่บรรดาท่านทั้งหลายฟังนี้ ก็เพื่อให้ท่านทั้งหลายได้ช่วยกันพิจารณาว่า การทำสมาธิ คือ การสร้างพลังจิต พลังจิตนี้เราสามารถนำไปใช้ประโยชน์เกี่ยวกับการรักษาโรคภัยไข้เจ็บ หรือเทคโนโลยี่ต่างๆ ในสมัยปัจจุบันนี้ได้ไหม อาตมาก็ไม่ได้เรียนไปในทางนั้น แต่ในเรื่องส่วนตัวเชื่อมั่นเหลือเกินว่า โรคภัยไข้เจ็บที่เคยเป็นผ่านมาแล้วนี้ รักษาด้วยพลังแห่งสมาธิ

การใช้พลังจิต หรือ พลังแห่งสมาธิ นั้น อาตมาก็เคยทดลองดู ท่านอาจารย์ฟั่นท่านว่า “การพิจารณาอาการ ๓๒ นี้ เป็นการเพ่งกสิณ การเพ่งกสิณภายใน คือ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เป็นต้น เป็นฐานที่สร้างพลังทางจิต คือ ทำสตินั้นให้กลายเป็นมหาสติขึ้นมา เมื่อเราสามารถเพ่งอาการ ๓๒ ให้รู้เห็นเป็นนิมิตขึ้นมาในลักษณะความเป็นสมาธิ ต่อไปนี้เราอาจจะไปชี้มือบอกให้กิ่งไม้มันหักก็ได้ ในต้นไม้มันล้มโค่นลงมาก็ได้ ให้เครื่องยนต์มันหยุดก็ได้” ท่านว่าอย่างนี้ ทีนี้ในสมัยนั้น อาตมายังเป็นพระภิกษุหนุ่ม กำลังคะนองเหมือนกัน อยากทดสอบหาข้อเท็จจริง ในเมื่อปฏิบัติตามคำแนะนำของท่านแล้ว เมื่อมันเกิดผลขึ้นมา ก็เที่ยวไปชี้มือบอกให้กิ่งไม้มันหัก มันก็หักลงมา บอกให้ต้นมะพร้าวมันหัก มันก็หักลงมา แต่แล้วมันเป็นก็พอได้รู้ได้เห็นข้อเท็จจริงเท่านั้นเอง เวลานี้ก็ทำไม่ได้ เดี๋ยวท่านทั้งหลายอาจจะบอกว่า หลวงพ่อทดลองให้ดูได้ไหม อันนี้ขอยอมแพ้ไว้ก่อน จะด้วยประการใดก็ตาม การทำสมาธินั้น จุดมุ่งหมายอยู่ตรงที่ว่า (๑) ต้องการให้จิตสงบเป็นสมาธิ และ (๒) เพื่อให้รู้สภาพความเป็นจริงของจิตดั้งเดิมที่ยังไม่รับรู้อารมณ์มีลักษณะอย่างไร และในเมื่อออกมารับรู้อารมณ์แล้วมีลักษณะอย่างไร เราจะได้รู้ข้อเท็จจริงกันที่ตรงนี้

การทำสมาธินี้ สมาธิจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อเราหมดความตั้งใจ (ที่เกิดจากอุปาทาน เกิดความอยากได้มาก) ถ้าเราภาวนา “พุทโธๆๆ” ถ้าหากมความตั้งใจว่าเมื่อไรจิตจะสงบ ท่านจะไม่พบกับความสงบ ท่านต้องบริกรรมภาวนาไปจนลืมนึกถึงผลที่จะเกิดขึ้น แล้วจิตของท่านจะสงบลงได้ ทีนี้วิปัสสนาจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเราหมดความคิด ในขั้นต้นนี้ เราอาจจะอกอันใดอันหนึ่ง (อุบายหรือแนวทางในการพิจารณา) มาพิจารณา เช่น ความไม่เที่ยงใน รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ (ขันธ์ ๕ หรือ เบญจขันธ์ – อุปาทานขันธ์ ๕) พิจารณาเป็นแนวนำ เป็นการปรับปรุงปฏิปทา ทำให้จิตของเรานี้มีความเชื่อตามสิ่งที่เราพิจารณานั้น การพิจารณานี้ก็เป็นอุบายทำให้จิตสงบลงไปได้ เมื่อจิตสงบลงไปแล้วความรู้ซึ้งจะเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติย่อมมี ความรู้ที่เกิดขึ้นในขณะที่จิตเป็นอุปจารสมาธินั้น เป็นความรู้ที่มีชื่อสมมติบัญญัติเรียกได้ (มีชื่อเรียกในภาษาทั่วไปของทางโลกที่บัญญัติในพจนานุกรม) เช่น อย่างรู้เรื่องของรูป ก็เรียกรูปได้ เวทนาก็เรียกเวทนาได้ สัญญา สังขาร วิญญาณ ก็เรียก สัญญา สังขาร วิญญาณได้ อันนี้เป็น “ความรู้” ที่เกิดขึ้นในระดับแห่งอุปจารสมาธิ แต่ถ้า “ความรู้” เกิดขึ้นในระดับแห่งอัปปนาสมาธินั้น มีแต่สิ่งที่ปรากฏการณ์เกิดขึ้นดับไป เกิดขึ้นดับไป ไม่มีสมมติบัญญัติ จะเรียกสิ่งนั้นว่าอะไรทั้งสิ้น เพราะฉะนั้น ในธรรมจักกัปปวัตตนสูตรท่านจึงกล่าวว่า “ยงฺกิญฺจิ สมุทยธมฺมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมนฺติ” สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นมีความดับไปเป็นธรรมดา ทำไม่จึงเรียกว่า “สิ่งใดสิ่งหนึ่ง” ก็เพราะไม่มีภาษาที่จะเรียกนั่นเอง “ความรู้ที่อยู่ในขั้นโลกีย์” (ภาษาทางโลก) ซึ่งมีภาษาสมมติบัญญัติเรียกได้ “ความรู้ที่อยู่ในขั้นโลกุตตระ” (ภาษาทางธรรม) ไม่มีภาษาว่าจะเรียกสิ่งนั้นว่าอะไรทั้งสิ้น มีแต่สิ่งปรากฏการณ์ ให้รู้ ให้เห็น มีอยู่ เป็นอยู่เท่านั้น

แม้แต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็เคยรับสั่งถามอาตมาว่า “ธรรมะที่เกิดขึ้นกับผู้ปฏิบัติ แม้ผู้ปฏิบัติไม่สามารถที่จะรู้จักชื่อแห่งธรรมะนั้นได้ จะถือว่าเป็นการใช้ได้ไหม” ท่านรับสั่งถามอย่างนี้ อาตมาก็ถวายพระพรท่านว่า “ขอถวายพระพรพระมหาบพิตร พระราชสมภารเจ้า โดยธรรมชาติของสัจจธรรม ซึ่งเกิดขึ้นในจิตของผู้ปฏิบัติ ตามความเป็นจริงย่อมอยู่เหนือสมมติบัญญัติใดๆ ทั้งสิ้น เราไม่มีภาษาที่จะเรียกสิ่งนั้นว่าอะไร อันนี้คือธรรมชาติของสัจจธรรมที่ปรากฏขึ้น พระมหาบพิตรจะทรงต้องการหลักฐานไหม” พระองค์ก็รับสั่งว่า “ถ้ามีก็ดี” อาตมาก็เลยยกเอง “ยงฺกิญฺจิ สมุทยธมฺมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมนฺติ” ในท้ายแห่งธรรมจักกัปปวัตตนสูตร ที่ท่านอัญญาโกณฑัญญะได้ดวงตาเห็นธรรมว่า “สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นมีความดับไปเป็นธรรมดา” แล้วสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ทรงรับรองว่า “ท่านอัญญาโกณฑัญญะได้ดวงตาเห็นธรรม” นี่คือธรรมะที่เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับการปฏิบัติในบางส่วนของผู้ปฏิบัติธรรมในสายสมถกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐาน

อาตมานำมาเล่าสู่ท่านทั้งหลายฟังโดยย่นย่อพอที่จะเป็นคติเตือนใจ แต่ขอย้ำเตือนอีกอย่างหนึ่งว่า การปฏิบัติธรรมนี้ อย่าไปติดวิธีการให้มากนัก เช่น อย่างอาตมาพูดในตอนต้นว่า การทำสมาธิต้องนั่งขัดสมาธิ เอาขาขวาทับขาซ้าย มือขวาทับมือซ้าย ตั้งกายให้ตรง ดำรงสติให้มั่น บางท่านอาจจะคิดว่า ทำในท่าอื่นไม่ใช่วิธีปฏิบัติสมาธิแล้ว อย่าไปเข้าใจผิด จะยืนทำสมาธิก็ได้ จะนอนทำสมาธิก็ได้ จะเดิน กิน คิดอยู่ ก็ทำสมาธิได้ คือ “ทำสติตัวเดียวนั่นเอง ทำอะไรก็รู้ๆ ทำสติตลอดเวลา นั่นแหละคือการทำสมาธิ” ใครจะทำในท่าไหนได้ทั้งนั้น เอาละ การกล่าวธรรมะพอเป็นเครื่องสดับสติปัญญาของท่านผู้ฟังทั้งหลาย ก็สมควรแก่กาลเวลา ถ้าหากมีสิ่งใดขาดตกบกพร่อง ก็ขอให้ท่านผู้รู้ทั้งหลายช่วยพิจารณาด้วย ขอยุติไว้แต่เพียงเท่านี้.


   

 

 [Last Modified: November 4, 2015]  

 

 

 

Visitor Number:
5101491