๑๕.

วิธีฝึกสมาธิในชีวิตประจำวัน ตอนที่ ๑

Daily Meditation Part I

 

 

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2010

Your Reading Number:  887  

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์
 
 

บทความที่ ๑๕ ประจำปี ๒๕๕๓ หลวงพ่อพุธ ฐานิโย – วิธีฝึกสมาธิในชีวิตประจำวัน ตอนที่ ๑

  

ขอได้โปรดตั้งใจฟังธรรม การศึกษาธรรมเข้าใจว่าทุกท่านคงได้มีการศึกษาและมีความเข้าใจในธรรมะมากพอสมควร แต่ว่าในบางครั้งเราอาจจะเข้าใจคำว่า “ธรรมะ” อยู่ในวงแคบจนเกินไป และโดยเฉพาะอย่างอย่างยิ่ง การฝึกฝนอบรมธรรมะ หรือการที่จะเอาธรรมะมาใช้ให้เป็นประโยชน์แก่ชีวิตประจำวันนั้น ในจุดนี้เป็นจุดที่สำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพื่อจะทำความเข้าใจกับท่านผู้ฟังทั้งหลาย

อาตมาจะขอนำธรรมะอันเป็นส่วน “สภาวธรรม” สภาวธรรมนี้เราจำกัดความหมายเพียงแค่เป็นเครื่องรู้ของจิต เป็นเครื่องระลึกของสติ ส่วนใหญ่ของสภาวธรรมอยู่ที่กายกับใจ “กายกับใจ”เป็นสภาวธรรม เป็นเครื่องรู้ของจิต เป็นเครื่องระลึกของสติ ส่วนประกอบของกายกับใจก็มี ตา หู จมูก ลิ้น กายกับใจ สิ่งที่จะพึงผ่านเข้ามาทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์ ในเมื่อกายกับใจเป็น “สภาวธรรม” ดังนั้น ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็เป็น “สภาวธรรม”ด้วย ส่วนสิ่งที่ผ่านเข้ามา ได้แก่ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์ ก็เป็น “สภาวธรรม” ด้วยเช่นกัน ซึ่งทั้งหมดก็เป็นเครื่องรู้ของจิต เป็นเครื่องระลึกของสติ เมื่อเป็นเช่นนั้น วิชาความรู้ทุกสาขาวิชาหรือทุกศาสตร์ที่เราเรียนรู้มานั้น ก็เป็น “สภาวธรรม” เหมือนกันด้วย

ทำไมจึงกล่าวเช่นนั้น เพราะสิ่งที่เราเรียนมานี้ เรามองเห็นด้วยตาใช่ไหม ได้ยินด้วยหูใช่ไหม ได้สัมผัสด้วยกาย คือ กากรขีดเขียนใช่ไหม แล้วจิตเราก็เก็บเอาไว้เป็น “ภูมิความรู้” จนสะสมไว้เป็นผู้มีความรู้มาก ถึงขนาดอยู่ในระดับปัญญาชน สามารถที่จะสอบเลื่อนชั้นตามวุฒินั้นๆ ได้ตามความประสงค์ เพราะฉะนั้น สิ่งทั้งปวงดังที่กล่าวมานั้น จึงได้ชื่อว่า “สภาวธรรม” เป็นเครื่องรู้ของจิต เป็นเครื่องระลึกของสติ ด้วยกันทั้งนั้น เพราะฉะนั้น ในแนวทางที่จะนำธรรมะ เข้ามาเพื่อเป็นประโยชน์แก่ชีวิตประจำวัน เราสามารถที่จะนำเอาทุกสิ่งทุกอย่างที่เราเรียนรู้มา เอามาวิตกเป็นอารมณ์คู่ของใจ เอาใจรู้ไว้กับสิ่งนั้น จะเป็นเรื่องอะไรก็ตามที่ท่านเรียนมา

ถ้าสมมติว่า ท่านเรียนมาทางสายวิชาแพทย์ ท่านเคยวิจัยวิจารณ์สรีระร่างกายของคนไข้ หรือซากศพที่ท่านเคยผ่าตัด วิจัยวิจารณ์มาเพื่อเป็นความรู้ตามขั้นตอนที่ท่านเรียนมา แล้วก็เอาเรื่องนั้นมาเป็นเครื่องรู้ของจิต เป็นเครื่องระลึกของสติ โดยกำหนดตามแนวทางที่เรียนมานั้น จนสามารถทำจิตของท่านให้ข้องต่อการพิจารณา ในเมื่อเป็นเช่นนั้น โดยหลักธรรมชาติของจิตแล้ว ในเมื่อจิตมีเครื่องรู้ แล้วสติมีเครื่องระลึกย่อมเกิดความสงบขึ้นมาได้

การพิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างด้วยความตั้งใจ โดยยึดเอาสิ่งใดสิ่งหนึ่งมาเป็นเครื่องรู้ของจิต เป็นเครื่องระลึกของสติ คิดพิจารณาซ้ำๆ ซากๆ อยู่อย่างนั้น จนรู้สึกว่าจิตของท่านคล่องต่อการพิจารณา แล้วย่อมจะเกิดมีความสงบ มีปีติ มีความสุข สามารถดำเนินจิตเข้าไปสู่สมาธิตามขั้นตอนได้ เช่นเดียวกับการบริกรรมภาวนา “พุทโธ” หรือ “ยุบหนอ พองหนอ” เป็นต้น ฉะนั้น การปฏิบัติแบบนี้   หรือการพิจารณาธรรมะแบบนี้   เข้าใจว่าจะไม่มีอุปสรรคอันใดขัดขวาง    เมื่อเวลาท่านอยู่ว่างๆ ไม่ได้ทำอะไร เอาวิชาความรู้ของท่านเหล่านั้นมาเป็นอารมณ์ของจิต มาเครื่องรู้ของจิต มาเป็นเครื่องระลึกของสติ ตั้งใจกำหนดพิจารณาเรื่องราวตามที่ท่านได้เรียนมา ซึ่งท่านสามารถที่จะจดจำ สมารพที่จะพิจารณาได้กว้างขวางพิสดารได้แค่ไหน พิจารณาไปตามภูมิแห่งความรู้ของท่านที่เรียนมาแล้ว ก็สามารถที่จะทำจิตให้สงบลงเป็นสมาธิได้ เมื่อเวลาท่านทำงานเอาจิตไปจดจ่ออยู่ที่งาน จะเป็นงานอะไรก็ได้ เอาจิตไปรู้อยู่ที่งานที่ท่านทำ เอาสติไประลึกอยู่กับงานที่ท่านทำด้วยความจดจ่อ ด้วยความตั้งใจ จิตกับสติอย่าให้พรากจากกัน ในจดจ่ออยู่กับงานที่ท่านทำนั้น แล้วงานนั้นจะกลายเป็นอารมณ์ของจิต คือ เป็นเครื่องรู้ของจิต เป็นเครื่องระลึกของสติ เป็นฐานสร้างสติให้เป็นมหาสติปัฏฐานได้ สมารถที่จะยังสมาธิให้มีปีติ ให้มีความสุข และมีความสงบละเอียดไปตามขั้นตอนของสมาธิได้

วิธีการปฏิบัติแบบนี้ เข้าใจว่าจะเหมาะสมกับนักศึกษาและนักธุรกิจ ตามที่เราเคยได้ยินได้ฟังเกี่ยวกับการอบรมจิตอบรมกรรมฐาน เห็นจะเป็นเพราะว่า พระคุณเจ้า ครูบาอาจารย์ ที่ท่านให้การอบรมสั่งสอน ท่านเรียนมาแต่สายศาสนาในสายธรรมะ บางทีท่านอาจจะเข้าใจว่า วิชาความรู้ที่เรียนมานั้นไม่ใช่ธรรมะที่ควรเป็นคู่ของใจ หรือเป็นอารมณ์ของกรรมฐาน ท่านจึงได้อบรมสั่งสอนแต่บริกรรมภาวนาบ้าง หรือให้สร้างเป็นดวงแก้วขึ้นมาบ้าง และก็มุ่งตรงต่อการเห็นรู้ต่างๆ ซึ่งเป็นภาพนิมิต หรือความรู้ที่ผุดขึ้นมาในขณะที่ทำสมาธิภาวนา อันนี้เข้าใจว่าจะอยู่ในวงแคบมากเกินไป แม้ว่าผู้ภาวนาอาจจะสร้างนิมิตเป็นดวงอะไรขึ้นมาได้ก็ตาม หรืออาจจะเห็นภาพนิมิตต่างๆ ขึ้นมาก็ตาม หรือสามารถทำจิตให้บันดาลเกิดภูมิความรู้ขึ้นมามากมายก่ายกองขึ้นอย่างไรก็ตาม แต่สิ่งเหล่านั้นก็เพียงแต่สภาวธรรม เป็นเครื่องรู้ของจิต เป็นเครื่องระลึกของสติเท่านั้น

แต่ถ้าใครไปยึดเอา ความรู้ ความเห็น ความเป็นเช่นนั้น เป็นสาระแก่นสารในการปฏิบัติ ไม่ยึดเอาตัวสติที่มีความมั่นคง ซึ่งสามารถรู้เท่าทันเหตุการณ์ภายในจิตทั้งภายนอกและภายในได้ ก็ชื่อว่า ยังจับหลักการปฏิบัติไม่ได้แน่นอน เพราะฉะนั้น สมาธิอันใดที่เราฝึกฝนอบรมแล้ว ที่สามารถจะนำไปใช้ในกิจการงานต่างๆ หรือใช้พลังจิตในการทำงาน คือ ความมีสติจดจ่ออยู่ในสิ่งที่เราคิด เราทำ เราพูด ตลอดทุกอิริยาบถ มีสติตามรู้ตามเห็น ตามทันความเคลื่อนไหว กาย วาจา ใจ ได้โดยตลอดเวลา อันนี้ต่างหากเป็นจุดต้องการในการปฏิบัติ

ถ้าหากว่าท่านปฏิบัติโดยแนวที่วิตกถึงวิชาความรู้ที่ท่านเรียนมา แล้วเอามาเป็นอารมณ์ของใจ ทำจิตรู้อยู่ที่สิ่งนั้น แล้วทำสติรู้อยู่กับสิ่งนั้น โดยจิตกับสตินี้ไม่ให้พรากจากกัน จนสามารถค้นคิดพิจารณา ทำจิตให้สงบลงเป็นสมาธิ มีปีติ มีความสุขเกิดขึ้นมาได้ ผลที่จะพึงได้ คือ

ประการที่ ๑ ทำให้ท่านมีความรู้ มีความเข้าใจในวิชาการที่ท่านเรียนมาแล้วนั้น กระจ่างแจ้งยิ่งขึ้น และพิสดารกว้างขวางยิ่งขึ้น

ประการที่ ๒ เมื่อท่านนึกถึงสิ่งที่ท่านจะต้องคิดเวลาใด จิตของท่านจะไปจดจ่อ สติของท่านจะตามรู้สิ่งที่ท่านคิด แล้วความคิดของท่านจะเกิดขึ้นโดยที่ท่านไม่ได้ตั้งใจ สมรรถภาพของจิตของท่านสามารถที่จะปฏิวัติไปสู่การค้นคว้าพิจารณาในสิ่งที่ท่านต้องการรู้ได้โดยอัตโนมัติ นี้เป็นผลอันหนึ่ง

ประการที่ ๓ สามารถทำจิตของท่านให้สงบมีสมาธิ มีปีติ และมีความสุข

ประการที่ ๔ สามารถแก้ไขปัญหาหัวใจของท่านเองได้ สามารถแก้ไขปัญหาชีวิตประจำวันของท่านได้ สามารถแก้ไขปัญหางานการที่ท่านทำและรับผิดชอบอยู่ได้ นี้คือผลที่พึงเกิดขึ้นในการปฏิบัติตามที่กล่าวมาแล้วนี้

 

อาตมาขอให้หัวข้อว่า การปฏิบัติกรรมฐานแบบนี้ เรียกว่าการปฏิบัติกรรมฐานชนิดที่ไม่มีอุปสรรคใดๆ มาขัดขวาง เพราะเราเอาวิชาความรู้และงานการที่เราทำอยู่ปัจจุบัน จะเป็นอะไรก็ได้ มาเป็นอารมณ์ของจิต มาเป็นเครื่องระลึกของสติ รวมความแล้วว่า ท่านคิดอะไร ทำสติ ท่านอะไรก็ทำสติ ท่านพูดอะไรก็ทำสติ ทำสติอย่างเดียวเท่านั้น ในเมื่อท่านอบรมสติของท่านให้มีสมรรถภาพเข้มแข็งขึ้น โดยธรรมชาติของจิตของคนเรานี้ ในเมื่อจิตมีสิ่งรู้สติมีสิ่งระลึก ย่อมสามารถสร้างจิตให้เกิดความสงบ และมีสติสัมปชัญญะดีขึ้นเรื่อยๆ ในขั้นแรกก็สามารถที่จะมีสติเพียงแค่ยับยั้ง ในเมื่อประสบกับอารมณ์ต่างๆ ถ้าสติตัวนี้เพิ่มกำลังขึ้นเป็น “สติพละ” ก็สามารถจะทรงตัวอยู่ได้ในสภาพปกติ ในเมื่อถูกอารมณ์มากระทบ ถ้าสติเพิ่มกำลังขึ้นเป็น “สตินทรีย์” เมื่อมีเรื่องราวอะไรเกิดขึ้นภายในจิตทั้งภายนอกและภายใน จิตของท่านจะสามารถปฏิวัติไปสู่การค้นคว้าพิจารณาเอง โดยที่ท่านไม่ได้ตั้งใจ และผลสุดท้าย สติของท่านจะกลายเป็น “สติวินโย” จิตของท่านมีสติเป็นผู้นำ พอนึกถึงเรื่องอะไรปั๊บ สติมันจะตามทันทุกอิริยาบถทุกลมหายใจ สติจะมาจดจ่ออยู่ที่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และ ใจ เมื่อมีอะไรผ่านเข้ามา สติจะรู้ทันที นอกจากจะรู้ทันแล้ว ยังสามารถจะวิจัยวิจารณ์เรื่องนั้นๆ ให้เกิดผลลัพธ์ขั้นมาได้ เป็นที่พอใจ

วันนี้ ขอเสนอแนะวิธีทำสมาธิ โดยเอาอารมณ์ในปัจจุบัน หรือเอาวิชาความรู้ที่ท่านเรียนมา มาเป็นอารมณ์ และพร้อมๆ กันนั้น ท่านไม่ต้องไปนึกว่า  สิ่งนี้ไม่เที่ยง สิ่งนี้เป็นทุกข์ สิ่งนี้เป็นอนัตตา สิ่งนี้เป็นของปฏิกูล สิ่งนี้เป็นของน่าเกลียด สิ่งนี้เป็นของโสโครก ไม่ต้องไปนึกอะไรทั้งนั้น แม้เรื่องราวที่ไม่มีคำว่าธรรมะเจือปนอยู่ก็ตาม สิ่งเหล่าน้นเป็นสภาวธรรมทั้งนั้น ในเมื่อสิ่งเหล่านั้นเป็นสภาวธรรม สิ่งนั้นก็ควรเป็นเครื่องรู้ของจิต เป็นเครื่องระลึกของสติ

เพื่อย้ำให้ท่านเข้าใจอย่างลึกซึ้งลงไป ขอตั้งปัญหาถามว่า ที่ท่านเรียนความรู้มาทุกสาขาวิชา ตามที่ท่านเรียนจบมาแล้ว ท่านอาศัยการดูด้วยตาใช่ไหม การเห็นด้วยตาคือการอ่าน การได้ยินด้วยหูคือมีผู้สอน การสัมผัสด้วยกายคือใช้มือเขียน ถ้าสิ่งนั้นมีกลิ่น มีรส ท่านก็สัมผัสรู้ด้วยจมูก และลิ้น แล้วจิตของท่านก็เก็บเอาไว้เป็นความรู้ สะสมความรู้ไว้ จนกระทั่งสามารถมีภูมิความรู้อยู่ในระดับปัญญาชน จนสามารถเอาวิชาความรู้นั้นไปสอบเอาประกาศนียบัตรตามขั้นภูมินั้นๆ ที่ท่านเรียนผ่านมา

ดังนั้น ในฐานะที่สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ผ่านเข้ามาทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ เราเห็นด้วยตา เราได้ยินด้วยหู เราสัมผัสด้วยกาย และเราจดจำไว้ด้วยจิตด้วยใจ สิ่งนั้นจึงเป็นสภาวธรรม ซึ่งได้ในคำว่า “สัพเพ ธัมมา อนัตตา” ธรรมทั้งหลายทั้งปวงเป็นอนัตตาด้วยกันหมดทั้งสิ้น แม้ว่าคำว่าธรรมะจะไม่มีเจือปนอยู่ก็ตาม ถ้าหากว่าท่านพยายามที่จะปฏิบัติตามแนวทางที่เสนอแนะนี้ จะไม่มีอุปสรรคใดๆ มาขัดขวางการปฏิบัติของท่าน จะมีอยู่อย่างเดียวก็คือมีความพากเพียรพยายามน้อยเท่านั้นเอง

วันนี้ ของกล่าวธรรมะพอเป็นคติเตือนใจ สำหรับท่านผู้ฟังเพียงแค่นี้ ขอฝากท่านทั้งหลายไว้พิจารณาแล้วพยายามปฏิบัติตามแนวทางดังที่ได้เสนอแนะนี้ ถ้าหากท่านผู้ใดปฏิบัติได้ผลอย่างไร ถ้าจะกรุณาจดหมายให้ทราบด้วย ก็จะเป็นพระคุณอย่างยิ่ง เพราะในสมัยปัจจุบันนี้ การปฏิบัติธรรมรู้สึกว่าใครๆ ก็อ้างว่ามีอุปสรรค ไม่ว่างบ้างละ งานมากบ้างละ เพราะฉะนั้น จึงเสนอแนะให้เอาวิชาการความรู้ในงานการที่เรียนมานั้นแหละ เป็นอารมณ์ของกรรมฐาน เพราะสิ่งนั้นสามารถที่จะเป็นเครื่องหมายแห่งความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ตามพระไตรลักษณ์ได้ ในเมื่อ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ มันเป็น “อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา” และสภาวธรรมทั้งหลายเหล่านั้น เป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าได้ยึดเป็นหลัก คือ เป็นเครื่องรู้ของจิต เป็นเครื่องระลึกของสติ ในเมื่อจิตของเรามีเครื่องรู้ สติมีเครื่องระลึก แม้จะมีเพียงอย่างเดียวเท่านั้น รู้อยู่เพียงอย่างเดียว เราก็สามารถที่จะรู้อะไรดีๆ กว้างขวางพิสดารออกไปได้ โดยไม่มีวงจำกัดขอบเขต ดังนั้น จึงขอฝากคติไว้สำหรับท่านผู้ฟังไว้เพียงแค่นี้

ในท้ายที่สุดนี้ ขอความปรารถนาดี และด้วยอำนาจแห่งคุณพระศรีรัตนตรัย จงดลบันดาลให้ทุกท่าน ประสบความสำเร็จในสิ่งที่ตนปรารถนาโดยทั่วกัน ขอยุติเพียงแค่นี้.


   

 

 [Last Modified: November 4, 2015]  

 

 

 

Visitor Number:
5101539