๑๖.

วิธีฝึกสมาธิในชีวิตประจำวัน ตอนที่ ๒

Daily Meditation Part II

 

 

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2010

Your Reading Number:  845  

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์
 
 

บทความที่ ๑๖ ประจำปี ๒๕๕๓ หลวงพ่อพุธ ฐานิโย – วิธีฝึกสมาธิในชีวิตประจำวัน ตอนที่ ๒

  

ณ โอกาสต่อไปนี้ จะได้นำธรรมะอันเป็นคำสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มาบรรยายพอเป็นเครื่องประดับสติปัญญาของท่านผู้ฟัง ท่านทั้งหลายมีความสนใจในการฟังธรรม นอกจากจะสนใจในการฟังแล้ว ยังสนใจในการทำ คือ ปฏิบัติด้วย เท่าที่สังเกตในสมัยปัจจุบันนี้ รู้สึกว่ามีผู้ฟังและมีผู้ตั้งใจปฏิบัติธรรมเพิ่มมากขึ้นทุกทีๆ ตามสถิติโดยเฉลี่ยที่วัดป่าสาลวัน ก็มีผู้ไปศึกษาธรรมไม่น้อยกว่าวันละ ๕๐ คน แต่ละท่านที่ไปศึกษาก็ยังเป็นประเภทที่อยู่ในวันหนุ่มสาว ส่วนคนแก่ๆ ก็มีบ้างประปรายไม่ค่อยมาเหมือนคนนุ่มสาว และพวกหนุ่มสาวทั้งหลายที่สนใจในการศึกษาและปฏิบัติธรรม ส่วนมาจะเป็นคนชั้นปัญญาชน และผ่านการศึกษาอย่างน้อยระดับอนุปริญญา ตั้งแต่อนุปริญญาจนถึงปริญญาเอก ทีนี้ถ้าพูดถึงตำแหน่งหน้าที่ของท่านเหล่านั้น ก็ตั้งแต่ระดับเสมียนจนกระทั่งถึงข้าราชการชั้นพิเศษ เจ้ากรม ถึงรัฐมนตรี นี่แสดงว่า ธรรมะกำลังเฟื่องฟูหรือกำลังถูกฟื้นฟูขึ้นมา ทั้งนี้ก็เห็นจะเป็นเพราะว่า ประชาชน พุทธบริษัท มีความเข้าใจในคำว่า “ธรรมะ” ใกล้ต่อชีวิตประจำวันมากเข้าทุกทีๆ จนรู้สึกว่า เราอาจจะได้คำตอบเมื่อมีผู้ถามว่า “ธรรมะ”  คือ อะไร “ธรรมะ” ก็คือ “ชีวิตประจำวัน” หรืออีกอย่างหนึ่ง “ธรรมะ” ก็คือ “การงาน”   “การงาน” ก็คือ  “ชีวิตประจำวัน” นั้นเอง

คนเราทุกคนนี้เป็นอยู่ด้วยการทำงาน เราจะทำงานทั้งเวลาหลับทั้งเวลาตื่น เวลาตื่นเราทำงานทุกสิ่งทุกอย่างด้วยความตั้งใจ แต่เวลานอนหลับเราทำงานโดยอัตโนมัติ จิตของเราก็ยังต้องคิด หัวใจก็ยังเต้น ปอดก็ยังสูดลมหายใจ อันนี้คือการทำงาน เพราะฉะนั้น ชีวิตก็คือการทำงาน งานก็คือ ชีวิต และสิ่งทั้งหลายเหล่านั้น ถ้าเรามาพูดถึงว่า สิ่งเหล่านั้นคือธรรม และเป็นธรรมได้อย่างไร

ในข้อที่ว่า “ธรรมะ”   คือ “ชีวิต”  ในขณะเดียวกัน  “ชีวิต”  ก็คือ  “ธรรมะ”  เช่นเดียวกัน อะไรในทำนองนี้ ที่เรียกว่า  “ธรรมะ”   ก็เพราะเหตุว่า “ทุกสิ่งทุกอย่าง” นี้ มันมีคุณสมบัติสำคัญบางประการ ดังนี้

(๑) มันเป็นเครื่องรู้ของจิต

(๒) มัน เป็นเครื่องระลึกของสติ และ

(๓) มันเป็นพื้นฐานที่เป็นเหตุให้เรารู้ เราเข้าใจใน “สภาวธรรม” ของ“ทุกสิ่งทุกอย่าง” นี้

 

ใน “สภาวธรรม” ของ“ทุกสิ่งทุกอย่าง” นี้ ทำให้เห็น “สัจจธรรม” ภายใต้หลักธรรม “ไตรลักษณ์” หรือ “สามัญลักษณะ” คือ “อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา” อันประกอบด้วย “ความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ และความไม่ใช่ตัวใช้ตน  ซึ่งมูลเหตุที่ทำให้เราเข้าใจใน  “สภาวธรรม” ของ “ทุกสิ่งทุกอย่าง”  หรือ “สรรพสิ่ง” ที่ดำรงอยู่ในจักรวาลนี้ มีสภาวะเฉพาะของมันที่ทำให้เรารู้หรือเข้าใจในประเด็น (อธิบายเพิ่มเติม) ต่อไปนี้

๑.     มันมีอยู่  

๒.   มันมีความเปลี่ยนแปลง  

๓.    มันแสดงความจริงให้ปรากฏตลอดเวลา

 

ยกตัวอย่าง เช่น ลมหายใจของเรานี้ มันก็แสดงความจริงให้ปรากฏอยู่ตลอดเวลา คือ การหายใจเข้า และหายใจออก ตราบใดที่เรายังมีการสูดลมเข้า และสูดลมออก ความจริงที่มันปรากฏ คือ “เราต้องมีชีวิตอยู่” ถ้าเราหยุดหายใจเมื่อไร หยุดสูดลมออก ลมเข้าเมื่อไร เมื่อนั้น ก็หมายความถึง “ความสิ้นสูญแห่งชีวิต” คือ “ตาย” นั่นเอง เพราะฉะนั้น ในคำตอบปัญหาข้อที่ว่า “ธรรมะ” คือ อะไร “ธรรมะ” คือ “ชีวิต” นี่ย่อมเป็นสิ่งที่ไม่ผิดแน่นอน อีกนัยหนึ่ง การที่เรามาศึกษาธรรมะนี้ ซื่อว่าศึกษาให้รู้ความจริงของชีวิต เราควรจะได้ทราบว่า “สภาวธรรม” สภาวธรรม คือ สิ่งที่มีอยู่ เป็นอยู่ในโลกนี้ทั้งหมด หรือทุกสิ่งทุกอย่างที่มีอยู่ในจักรวาลนี้ ตั้งแต่อณู ปรมาณู หรือมวลสารที่เกาะกุมกันเป็นก้อนใหญ่โตจนหาประมาณมิได้สิ่งทั้งหลายเหล่านั้น คือ ธรรมะด้านสภาวธรรม (ความจริงที่ปรากฏ) ธรรมะด้านสภาวธรรมนี้ ก็ย่อมมีปรากฏการณ์แสดงความจริงให้เรารู้ตลอดเวลา แต่ว่าเราสามารถกำหนดรู้ทันหรือเปล่า เพราะทุกสิ่งทุกอย่างมี  (๑) ปรากฏการณ์ขึ้น  (ชาติ – การเกิด) (๒) ทรงตัวอยู่ (ชรา – ความแก่ชราภาพ) แล้วก็ (๓) สลายตัว (มรณะ – ความตายหรือสูญสิ้นไป ) อันนี้คือกฎธรรมชาติ  ที่เราต้องศึกษาให้รู้

ภายในตัวของเรานี้ เราก็มีกายกับใจ กายกับใจ นี้ ในเมื่อมีความสัมพันธ์อยู่ตราบใด เราก็ยังมีชีวิตเป็นอยู่ตราบนั้น เมื่อมีกาย มีใจแล้ว เราต้องมีส่วนประกอบ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ซึ่ง ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ บางครั้ง พระพุทธเจ้า ท่านก็ว่า “อินทรีย์ ๖” บางทีก็ว่า “ประตู” – ประตูทวารทั้ง ๖ – ซึ่งสุดแล้วแต่โวหารของพระองค์ท่านจะรับสั่งมาเป็นประการใด ทีนี้ถ้ามุ่งถึงความเป็นใหญ่ (หน้าที่หลักของแต่ละอวัยวะ) ก็เรียกว่า “อินทรีย์ ๖” ซึ่งมี ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ก็ต่างมีความเป็นใหญ่ในหน้าที่ของเขาแต่ละอย่างๆ จะก้าวก่ายกันไม่ได้  ไม่เหมือนมนุษย์เราธรรมดาๆ ซึ่งบาทีอาจจะก้าวก่ายหน้าที่ของกันและกันได้

ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ เข้ามีหน้าที่เฉพาะตัว ถ้าหูจะอุตริไปดูแทนตา เชิญเลย ไม่มีทาง ทีนี้ตาจะทำหน้าที่อุตริมาทำแทนหู ก็ไม่มีทางทำได้ เพราะอาศัยเหตุนี้ พระพุทธเจ้าจึงสมมติบัญญัติว่า อันนี้คือ อินทรีย์ คือ ความเป็นใหญ่เฉพาะตัว ในบางครั้งท่านก็กล่าวว่ามันก็เป็นประตูทวาร ในเมื่อสิ่งนั้นเป็นประตูทวาร คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ที่เรียกว่า “ประตูทวาร” เพราะมีสิ่งผ่านออก ผ่านเข้า รูปผ่านเข้ามาทางตา เสียงผ่านเข้ามาทางหู กลิ่นผ่านเข้ามาทางจมูก รสผ่านเข้ามาทางลิ้น สัมผัสผ่านเข้ามาทางกาย ธรรมารมณ์ (ความรู้สึกนึกคิดต่างๆ) ผ่านเข้ามาทางจิตใจ

สิ่งทั้งหลายที่ผ่านเข้ามานี้ ถ้าเรากำหนดให้มันดีๆ แล้ว ที่เรารู้ว่ามันผ่านออก ผ่านเข้าอยู่นี้ ใครเป็นผู้รู้ ก็จิตใจของเรานั่นเองแหละเป็นผู้รู้ สิ่งที่รู้ทั้งหลายเหล่านั้นก็เป็น “สภาวธรรม” กายและใจเป็น “สภาวธรรม” ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ก็เป็น “สภาวธรรม” สิ่งที่ผ่านเข้ามาทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ก็เป็น “สภาวธรรม” ในที่สุดแม้ว่าใจผู้รู้ก็เป็น  “สภาวธรรม” อีก สิ่งที่เป็นสภาวธรรมนั้น หมายถึง สิ่งที่มีอยู่ เป็นอยู่ ดังที่ปรากฏให้เรารู้เห็นกันอยู่นี้

เมื่อสิ่งเหล่านี้เป็นสภาวธรรม สิ่งเหล่านี้ก็เป็น “เครื่องรู้ของจิต” และเป็น “เครื่องระลึกของสติ” นักปฏิบัติธรรมหรือนักศึกษาธรรมเอาใจมารู้กับสิ่งเหล่านี้ ทำสติกับสิ่งเหล่านี้ตลอดเวลา เราก็ได้ชื่อว่ามีการปฏิบัติธรรมอยู่ตลอดเวลา มาตอนนี้ มาพูดถึงเรื่องการปฏิบัติธรรม อยากจะขอตัดเรื่องราววิธีการปฏิบัติธรรม ซึ่งเราเคยได้ยินได้ฟังมามากต่อมากแล้ว เช่น “การบริกรรมภาวนา” บ้าง หรือ “การพิจารณาอะไรซึ่งเกี่ยวกับร่างกายสังขาร” บ้างซึ่งเป็นส่วนภายใน อยากจะตีความหมายแห่ง “สภาวธรรม” ให้มันกว้างๆ ออกไป เพื่อที่เราจะได้มีทางปฏิบัติธรรมให้กว้าวขวางออกไป ยิ่งกว่าที่เราได้เคยได้ยินได้ฟังมา เข้าใจว่าสิ่งใดที่เราสามารถรู้ด้วยจิตหรือสิ่งใดที่เราสัมผัสด้วย ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ดังที่กล่าวมาแล้วนั้น เข้าใจว่าจะเป็นอารมณ์ เป็นเครื่องรู้ของจิต เป็นเครื่องระลึกของสติได้ ในเมื่อเป็นเช่นนั้น เราก็ควรจะนำเอามาเป็นอารมณ์ปฏิบัติกรรมฐานได้

ถ้าอย่างสมมติว่า ใครสักท่านหนึ่งอาจจะถามขึ้นมาว่า ข้าพเจ้าเรียนมาทางหมอ มีความรู้ทางแพทย์ จะเอาวิชาทางแพทย์มาเป็นอารมณ์ภาวนากรรมฐานนี้ ไม่ต้องเอา “พุทโธ” หรือ “ยุบหนอ พองหนอ” จะใช้ได้ไหม คำตอบคือ “ได้” ทำไม่จึงต้องได้ เพราะวิชาหมด วิชาแพทย์ที่เราเรียนมานั้น มันผ่านเข้ามาทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ในเมื่อความรู้อันใดที่ผ่านเข้ามาทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ เป็นสภาวธรรม สิ่งที่กายรู้ ใจรู้ หรือสัมผัสรู้ นั้น ก็เป็นสภาวธรรม มันเป็นสิ่งที่เราจะต้องวิตกเอามาเป็นอารมณ์ปฏิบัติกรรมฐานได้ แม้ว่าใครจะเรียนมาในศาสตร์ไหนอย่างไรมาก็ตาม จะเป็นวิทยาศาสตร์ แพทย์ศาสตร์ นิติศาสตร์ หรือศาสตร์อะไรก็แล้วแต่ เรานึกวิตกเอาหัวข้อวิชาการที่เราเรียนมานั้น แล้วเอามาเป็นเครื่องพิจารณาของจิต ซึ่งมันเป็นวิชาที่เราเรียนมารู้มาก่อนแล้วมันคล่องตัวง่ายดี เช่น อย่างเราอาจจะนึกว่าวิชาแพทย์คืออะไร มีความสำคัญกับชีวิตของเราอย่างไร เวลาเราจะรักษาคนไข้ จะรักษาอย่างไร วางแผนอย่างไร อะไรในทำนองนี้ ซึ่งเรายกเป็นหัวข้อขึ้นมาตั้งเป็นปัญหาแล้วก็คิด คิดด้วยความมีสติสัมปชัญญะ คิดจนกระทั้งจิตของเรามันสงบ เพราะการคิดอันนั้น จะเป็นเรื่องอะไรก็ได้ เราบริกรรมภาวนา “พุทโธๆๆ” และ “พุทโธ” ก็ความคิดเหมือนกัน หรือ “ยุบหนอ พองหนอ” ก็ความคิดเหมือนกัน หรือ “สัมมาอรหัง” ก็ความคิดเหมือนกัน แต่ถ้าเราจะเอาเรื่องความคิดที่เราเรียนมานี้ เอาวิชาที่เรียนมาทุกอย่างมาเป็นความคิดนี้ มันก็เป็นความคิด ในเมื่อสิ่งนั้นเป็นความคิด สิ่งนั้นก็เป็นเครื่องรู้ของจิต เครื่องระลึกของสติ ทำไม่เราจะเอามาเป็น “อารมณ์กรรมฐาน” (Subjects of Meditation)ไม่ได้

บางทีบางท่านอาจจะสงสัยว่า สิ่งเหล่านั้นไม่มีคำว่า “ธรรมะ” เจือปนอยู่เลย แล้วเราจะเอามาเป็นอารมณ์กรรมฐานได้อย่างไร ในสมัยอาตมาเป็นสามเณรน้อย เรียนธรรมบท แปลภาษาบาลี เคยแปลพบเรื่องหนึ่งว่า ช่างไม้นั่งถากไม้อยู่ อาการถากไม้เป็นอารมณ์กรรมฐาน ปลงปัญญาลงสู่ “พระไตรลักษณ์” โดยพิจารณา “อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา” ได้สำเร็จพระอรหันต์เหมือนกัน อาการถากไม้มีคำว่า “ธรรมะ” เจือปนอยู่ด้วยไหม มีอีกคนหนึ่งนั่งทอหูกอยู่ ก็มาพิจารณาชีวิตตัวเองเปรียบเทียบกับการทอหูก การทอหูกนี้มันหดสิ้นเข้าไปเรื่อยฉันใด ชีวิตของเราก็สั้นเข้าไปทุกทีๆ ฉันนั้น แล้วก็ได้ความสลดสังเวชได้สำเร็จพระอรหันต์ การทอหูกมีคำว่า “ธรรมะ” หรือเปล่า มีท่านผู้หนึ่งเดินทางไปเห็นพยับแดดเดือนเมษามันร้อน มองเห็นพยับแดดเกิดความระยิบระยับขึ้นมา ก็ไปปลงปัญญาว่า อ๋อ พยับแดดนี้มันก็เปลี่ยนแปลงอย่างนี้นะ จิตก็ได้ความสังเวชก็สำเร็จพระอรหันต์ พยับแดดมีคำว่า “ธรรมะ” เจือปนอยู่ด้วยหรือเปล่า ที่นำเรื่องต่างๆ มาเล่าให้ท่านทั้งหลายฟังนี้ อาตมาภาพอยากจะแก้ไขข้อสงสัยข้องใจบรรดานักศึกษาธรรมะทั้งหลาย เช่น อย่างบางทีว่า “สมถะ” กับ “วิปัสสนา” นี้มีนัยต่างกันอย่างไร เมื่อตะกี้นี้ก็ได้ยินคำถาม คำตอบในเทปคำว่า “สมถะ” กับ “วิปัสสนา” มีความแตกต่างกันอย่างไร ถ้าจะให้คำตอบตรงตามความหมายกันจริงๆ “สมถะ” กับ “วิปัสสนา” ต่างกันแต่วิธีการเท่านั้น แต่จุดมุ่งหมาย ก็คือ ความสงบ  ท่านจะสังเกตดูข้อเท็จจริงเท่าที่ท่านปฏิบัติผ่านมาก็ได้ ถ้าอยากจะรู้ข้อเท็จจริงที่เราไม่ต้องสงสัย ให้สลัดแบบทิ้งเอาไว้ก่อน การปฏิบัติสมถกรรมฐานตามความเข้าใจโดยทั่วไป คือ “การบริการรมภาวนา” และ “การเพ่งกสิณ” หรือ “การนึกอยู่ในสิ่งใดสิ่งหนึ่งซึ่งเป็นเพียงสิ่งเดียว” หรือ “การนึกถึงลมหายใจ” หรือ “การนึกถึงโครงกระดูก” เป็นต้น แล้วเป็น “การนึกอยู่เฉพาะ จำกัดในวง จำกัดเฉพาะสิ่งๆ หนึ่ง” เช่น นึกถึงคำบริกรรมภาวนา “พุทโธ” ก็นึกอยู่ที่คำว่า  “พุทโธๆๆ” อันนี้เป็นวิธี “การปฏิบัติแบบสมถะ” หรือ “สมถภาวนา – สมถกรรมฐาน – สมถกัมมัฏฐาน” แต่ผู้มีความคิดมาก สามารถที่จะคิดมากๆ วิตกถึงวิชาความรู้ที่เรียนมา อย่างที่เสนอแนะไปแล้วเมื่อสักครู่นี้ เช่น อย่างเรียนวิชาวิทยาศาสตร์มา ก็มานึกถึงหัวข้อวิชาวิทยาศาสตร์ แล้วก็ตั้งคำถามตัวเอง ตอบตัวเองไปเรื่อยว่า วิทยาศาสตร์คืออะไร ในเมื่อตอบไปได้แล้ว ก็เกี่ยวข้องกับชีวิตของมนุษย์อย่างไร ตอบไปข้อไหน เพราะอะไรๆๆๆ ถามตัวเองตอบตัวเองเรื่อยไป หรือเราจะน้อมเอาร่างกายของเรามาวิตกขึ้นมาว่า ร่างกายของเรานี้ ประกอบด้วย “ขันธ์ ๕” หรือ “เบญจขันธ์” ได้แก่ รูป เวทนา สัญญา  สังขาร วิญญาณ แล้วน้อมจิตเข้าสู่พระไตรลักษณ์ โดยคิดว่า รูป ไม่เที่ยง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เกี่ยวกับเรื่อง รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เรื่อยไป การปฏิบัติแบบใช้ความคิดพิจารณาเพื่อให้เกิดปัญญา เรียกว่า “วิปัสสนากรรมฐาน” หรือ “การปฏิบัติแบบวิปัสสนากรรมฐาน”

ถ้าจะจำกัดความให้มันเข้าใจอย่างชัดเจนก็คือว่า “การบริการรมภาวนา” คือ การปฏิบัติแบบสมถะ ส่วนวิธีการปฏิบัติด้วยการใช้สติปัญญาค้นคิดพิจารณาเป็นเรื่องเป็นราว เพื่อเป็นอุบายให้จิตสงบ ซึ่งเป็นการปฏิบัติแบบวิปัสสนา (ซึ่งทำให้ได้ภูมิจิต ภูมิธรรม ภูมิปัญญา) แต่อย่างไรก็ตาม ทั้งสองอย่างนี้แหละ การนึกอยู่สิ่งๆ เดียวก็ดี หรือการพิจารณาเป็นเรื่องเป็นราวก็ดี มุ่งสู่จุดแห่งความสงบ ตั้งมั่นของจิตในแนวแห่งสมาธิ เพราะทั้งสองอย่างนี้ ถ้าปฏิบัติแล้วจะทำให้จิตสงบเหมือนกัน ไม่เชื่อทดลองดูก็ได้ เพราะฉะนั้น ข้อแตกต่างกันนี้ แตกต่างกันเฉพาะวิธีการปฏิบัติเท่านั้น

แต่ถ้าจะถามว่า การปฏิบัติด้วยการบริกรรมภาวนานี้ กับการใช้สติปัญญาพิจารณา เมื่อผลเกิดขึ้นแล้วจะมีนัยแตกต่างกันบ้างไหม อันนี้มีข้อแตกต่างกันอยู่บ้าง การบริกรรมภาวนา บางทีจิตสงบลงไปแล้วก็ไปนิ่งติดอยู่ที่สมถกรรมฐาน ที่ท่านว่าการบริกรรมภาวนานี้ก็ได้แค่ “สมถกรรมฐาน” ถูกต้องตามที่ท่านว่าทุกประการ ส่วนมากจะเป็นอย่างนั้น แต่ถ้าหากว่าผู้ที่ใช้สติปัญญาเริ่มต้นพิจารณาเป็นเรื่องเป็นราวโดยไม่ต้องบริกรรมภาวนา เมื่อจิตสงบลงทำให้เกิดมีปีติ มีความสุข และมีสมาธิ อย่างเดียวกับการบริกรรมภาวนา ผู้ใช้ความคิดนั้น ในเมื่อมีสมาธิเกิดขึ้นแล้ว จิตจะเดินวิปัสสนาได้เร็วกว่าผู้ที่บริกรรมภาวนา เพราะฉะนั้น ทั้งสองอย่างนี้อย่าข้องใจ ใครจะบริกรรมภาวนาก็ได้ จะใช้สติปัญญาพิจารณาก็ได้ แต่ว่าขอเตือนไว้อีกอย่างหนึ่ง อันนี้เป็นประสบการณ์ ออกจะเป็นเรื่องตอกตำราสักหน่อยหนึ่ง

การสมาธินั้น การปฏิบัติสมาธิต้องพยายามให้สัมพันธ์กับงานและชีวิตประจำวันที่เราทำอยู่ในปัจจุบัน เช่น อย่างสมมติว่าท่านขับรถภาวนา “พุทโธ” ในขณะที่ขับรถภาวนา “พุทโธ” ถ้าต่างว่าจิตสงบลงไป แล้วมันไปอยู่กับ “พุทโธ” ไม่สนใจกับการขับรถ ท่านลองหลับตานึกดูซิว่า อะไรจะเกิดขึ้น อย่างน้อยก็ต้องขับรถไปอย่างไม่มีจุดหมายปลายทาง ถ้าร้ายไปหน่อยรถสวนมากๆ บางอาจจะชนเกิดอุบัติเหตุ อันนี้ลองพิจารณาดู เป็นประสบการณ์ที่ได้ยินได้ฟัง และเคยได้พบเห็นมาแล้วด้วยตนเอง เพราะฉะนั้น การทำสมาธินี้ถ้าพยายามทำสมาธิ  ฝึกสมาธิให้มันมีความสัมพันธ์กับสถานการณ์และสิ่งแวดล้อม อันเป็นเรื่องของชีวิตประจำวันได้จะดีที่สุด เพราะทุกสิ่งทุกอย่างก็ได้กล่าวแล้วว่า ทุกสิ่งทุกอย่างมันเป็นสภาวธรรม เป็นเครื่องรู้ของจิต การปฏิบัติกับสิ่งเหล่านี้ เราทำสติรู้อย่างเดียว ขอบอกว่าไม่มีพิธีรีตองอะไร ทำสติรู้อย่างเดียว เรื่องพิธีรีตองนั้น ตัดออกไว้เสียก่อน ถ้าเราจะทำให้เป็นพิธีนั้น เอาไว้ทำตอนเช้า ตอนเย็นที่เรามีไว้พระสวดมนต์ประจำวัน แต่ถ้าเราจะทำในขณะนี้ ขณะนี้ท่านฟังเทศน์ ท่านอาจจะทำสติกับการฟังเทศน์ เอาเสียงเป็นเครื่องรู้ของจิต เครื่องระลึกของสติ ถ้าท่านกำหนดจดจ่อฟังอยู่ แม้ว่าท่านจะจำคำพูดไม่ได้ทุกคำ ท่านอาจจุมีความรู้สึกเกิดขึ้นมาว่าเสียงนี้ มันก็มีสูงๆ ต่ำๆ มีหนัก มีเบา แล้วมีสั้นมียาว ประเดี๋ยวท่านก็รู้ “อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา” ขึ้นมาด้วยการกำหนดรู้ปัจจุบัน หรือแม้ในที่สุด ท่านอาจจะกำหนดรู้ความเป็นอยู่ในปัจจุบันของท่าน ท่านนั่งนานๆ แล้วมันปวดหลัง นั่งนานๆ แล้วมันเมื่อย นั่งนานๆ แล้วมันง่วง ในเมื่อรู้สึกตัวขึ้นมามีสติแล้ว ท่านอาจจะได้รู้ธรรมขึ้นมาว่า “ทุกสิ่งทุกอย่างมันก็เป็นอย่างนี้แหละ ย่อมมีการเปลี่ยนแปลงยักย้ายอยู่ตลอดเวลา” พอเข้ามาในห้องนี้ตอนแรกก็อากาศเย็นแยบเพราะฤทธิ์ของแอร์ หนักๆ เข้า ความอบอ้ามันเกิดขึ้นจากกลิ่นไอของกันและกัน บางที่อาจจะเกิดความร้อน สรุปปรากฏการณ์นี้แล้ว “ทุกสิ่งทุกอย่างมันก็เป็นอย่างนี้แหละ ย่อมมีการเปลี่ยนแปลงยักย้ายอยู่ตลอดเวลา”

            ที่นี้ บางทีพระที่พูดที่เทศน์อยู่นี้ ตอนแรกก็มีความรู้สึกว่าน่าฟัง ฟังไปฟังมา มันเหน็ดเหนื่อย อาจจะเกิดรำคาญขึ้นมาก็ได้ สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ คือ เหตุการณ์ปัจจุบันที่มันจะเกิดขึ้นส่อแสดงให้เรารู้ธรรมะว่า ทุกสิ่งทุกอย่างมีความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เพราะฉะนั้น การที่เราจะทำสมาธิให้มีความสัมพันธ์กับชีวิตประจำวันของเราที่เราเป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ ให้มันใกล้ที่สุด อย่าให้มันห่างกัน

            ในมหาสติปัฏฐาน (อ่านเพิ่มเติมใน “มหาสติปัฏฐาน ๔” ได้แก่ กายานุปัสสนา, เวทนานุปัสสนา, จิตตานุปัสสนา, และ ธัมมานุปัสสนา) ท่านก็ให้กำหนด ยืน เดิน นั่ง นอน กิน ดื่ม ทำ พูด คิด ทำสติอย่างเดียว ทีนี้ในสิ่งอื่นๆ ที่เราทำอยู่ เวลาเราต้องการใช้ความคิดเกี่ยวกับงาน เราก็เอาเรื่องงานมาคิด ทำสติคิดให้มันจดจ่อลงให้มันชัดๆ เวลาทำๆ สติอยู่กับงาน เวลาเขียนหนังสือก็ทำสติอยู่กับสิ่งนั้น ทำอะไรก็ทำสติกับสิ่งนั้น ทำสติอย่างเดียว อันนี้คือการปฏิบัติสมาธิเพื่อให้เกิดพลังจิตมีความสัมพันธ์กับชีวิตประจำวันกับงานที่เราทำอยู่ โดยเอาเรื่องของชีวิตประจำวันเป็นเครื่องรู้ของจิต เป็นเครื่องระลึกของสติ เพราะฉะนั้น จึงใคร่ที่จะขอประมวลหลักการที่จะพึงยึดเป็นแบบฉบับในการปฏิบัติไว้ ๓ ประการ ดังนี้

๑.     บริกรรมภาวนาอย่างที่เราปฏิบัติมาแล้วอะไรก็ได้

๒.   การใช้สติปัญญาพิจารณาโดยวิตกเอาความรู้ที่เราเรียนมา หรือถ้าหากใครรู้เรื่องกายเรื่องใจมากๆ เรื่องอภิธรรมมากๆ จะวิตกเอาอภิธรรมมาเป็นเครื่องรู้ของจิต เครื่องระลึกของสติก็ได้ ถ้าท่านผู้ใดไม่คล่องต่อเรื่องของธรรมะ ก็เอาวิชาการที่เราเรียนมาที่เรารู้มาที่คล่องๆ แล้วนั้น มาเป็นอารมณ์พิจารณาในเบื้องต้น มันจะช่วยให้การพิจารณาของเราคล่องตัวขึ้น อันนี้เป็นขั้นแห่งการพิจารณา จะเอาอะไรมาเป็นอารมณ์ก็ได้

๓.    การกำหนดรู้โดยที่เราตั้งใจกำหนดรู้ลงที่จิต ทำจิตให้ว่างอยู่ชั่วขณะหนึ่ง โดยธรรมชาติของจิต เมื่อเราตั้งใจกำหนดลง เราจะเกิดความว่าง ในเมื่อเกิดความว่างขึ้นมาแล้ว เราก็กำหนดดูที่ความว่าง ในเมื่อจิตว่างอยู่สักพักหนึ่งความคิดย่อมเกิดขึ้น เมื่อความคิดเกิดขึ้น ทำสติตามรู้ความคิดนั้น เพียงแต่สักว่ารู้ อย่าไปช่วยมันคิด ความคิดอะไรเกิดขึ้นกำหนดรู้ ความคิดอะไรเกิดขึ้น กำหนดรู้ ยกตัวอย่างเช่น คิดถึงสีแดง ก็เพียงแต่รู้ว่าสีแดง ไม่ต้องไปคิดว่าสีแดงคืออะไร ถ้าหากว่าจิตมันคิดไปโดยอัตโนมัติของมัน เราทำสติตามรู้ทุกระยะ อย่าเผลอ ในทำนองนี้ จะเป็นอุบายทำให้จิตของเรารู้เท่าทันอารมณ์ สติตัวนี้จะกลายเป็นมหาสติ

 

ถ้าสติกลายเป็นมหาสติ จะสามารถประคับประคองจิต ให้ดำรงอยู่ในสภาพปกติ ไม่หวั่นไหวต่ออารมณ์ได้ง่าย เมื่อสติตัวนี้เป็นมหาสติแล้ว เพิ่มพลังขึ้น ด้วยการฝึกฝนอบรม กลายเป็นสตินทรีย์ เมื่อสติตัวนี้กลายเป็นสตินทรีย์แล้ว พอกระทบอะไรขึ้นมา จิตจะค้นคว้าพิจารณาไปเองโดยอัตโนมัติ โดยที่เราไม่ได้ตั้งใจ

เมื่อสติตัวนี้กลายเป็น “สตินทรีย์” เป็นใหญ่ในอารมณ์ทั้งปวง ซึ่งมีลักษณะคล้ายๆ กับว่า จิตของเราสามารถเหนี่ยวเอาอารมณ์มาเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ หรือเอากิเลสมาเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ได้ เพราะสติตัวนี้เป็นใหญ่ย่อมมีอำนาจเหนืออารมณ์ และ สามารถใช้อารมณ์ให้เกิดประโยชน์ได้ เมื่อเป็นเช่นนั้น สติตัวนี้ จะกลายเป็น “สติวินโย” ในเมื่อสติตัวนี้กลายเป็นสติวินโย สมาธิสติปัญญาของผู้ปฏิบัติมีสมรรถภาพดียิ่งขึ้น ท่านผู้นั้นจะไม่มีการหลับ ยืน เดิน นั่ง นอน กิน ดื่ม ทำ พูด คิด ตลอด ๒๔ ชั่วโมง สติสัมปชัญญะเป็นสายสัมพันธ์สืบต่อกันตลอดเวลา แม้หลับลงไปแล้วจะรู้สึกว่าตัวเองนอนไม่หลับ เพราะสติไม่ขาดตอน “สติตัวรู้” หรือ “สติตัวรู้สำนึก” หรือ “สติเป็นตัวการ” ซึ่งเป็น “สติวินโย” นี้ มันจะคอยจดจ่ออยู่ที่จิตตลอดเวลา พออะไรเข้ามาพลั๊บมันจะ ฉกเหมือนงูเห่าฉกเหยื่ออย่างนั้น ถ้าสิ่งใดที่มันยังไม่รู้แจ้งเห็นจริง มันจะยึดเอามาแล้วก็พิจารณาค้นคว้าจนรู้ความจริง ถ้ามันรู้แล้วก็สัมผัสรู้แล้วมันนิ่ง เวลาเราจะทำงานทำการสิ่งหนึ่งสิ่งใด สติตัวนี้มันจะคล้ายๆ ว่าตัวรู้ปรากฏอยู่ในท่ามกลางแห่งทรวงอก ส่วนที่ส่งกระแสออกไปทำงาน มันก็ทำงานของมันอู่ตลอดเวลา ในเมื่อเป็นเช่นนั้น เราก็สามารถาจะเอาพลังแห่งสมาธิไปใช้ในงานทุกประเภทได้

การทำสมาธิอันใดทำให้ท่านเบื่อต่อโลก ต่อครอบครัว มันยังไม่ถูกต้องหรอก ถ้าทำสมาธิมีสติปัญญารู้แจ้งเห็นจริงดีแล้ว เราต้องสามารถเอาพลังของสมาธิไปสนับสนุนงานการที่เราทำอยู่ได้ นักศึกษาก็ต้องเอาพลังแห่งสมาธิไปสนับสนุนการศึกษา เคยให้คำแนะนำนักศึกษาที่กำลังเรียนอยู่ว่า สันแต่ละวันๆ ไปเรียนหนังสือ วันนี้อาจารย์ท่านสอนอะไรมา พอกลับมาถึงที่พัก พอเสร็จธุระแล้ว ให้วิตกถึงวิชาที่เราเรียนมาในวันนั้น มาคิดทบทวน “เป็นการทบทวนความจำ” คิดไปคิดมา นึกไปนึกมา อยู่อย่างนั้นด้วยความตั้งใจ ผลปรากฏว่า ทำให้นักศึกษาทั้งหลายมีความความสนใจปฏิบัติอย่างนี้ “มีสมาธิ” แล้วก็สามารถเรียนหนังสือเก่ง สามารถที่จะเอาสมาธิไปสนับสนุนการศึกษาและงานการที่เราทำอยู่ บางท่านถึงกับเอา “พลังของสมาธิ” ไปช่วยสร้างเครื่องมือวิทยาศาสตร์ขึ้นมาก็ได้ อันนี้ถ้าหากมีนักศึกษามาฟังอยู่ ลองพิจารณาดู ลองปฏิบัติดู วันหนึ่งไปเรียนอะไรมา วิตกถึงความรู้อันนั้น ค้นคว้าพิจารณาเป็นการทวนความจำ

ทีนี้ อย่างพ่อบ้านแม่เรือนทั้งหลาย ถ้าท่านผู้ใดเกิดมีปัญหาครอบครัว เช่น อย่างพ่อบ้านแม่บ้านไม่คอยจะลงรอยกัน มีมติขัดแย้งกันอยู่  ก็ให้พยายามตั้งปัญหาถามตัวเองว่า เรามีความบกพร่องอะไร ยกตัวอย่างเช่น บางครั้งท่านอาจจะเผลอไปเที่ยวดึกดื่นเที่ยงคืน กลับมาแม่บ้านโมโหบิดหูเอา ท่านอย่างเพิ่งไปโกรธ ให้ตั้งปัญหาถามตัวเองก่อนว่าเราผิดอะไร ถ้าเรามีสติยับยั้งถามตัวเองสักพักหนึ่ง เราจะได้ “ความรู้” ด้วยความรู้สึกว่า “เราผิด” ผิดเพราะเราไปเที่ยวดึกเกินไป อันนี้เป็นตัวอย่างอันหนึ่งสำหรับการแก้ปัญหาครอบครัวและชีวิตประจำวัน การปฏิบัติธรรมนี้ มิใช่ว่าเราต้องการความรู้ความเห็นมาคุยอวดกันให้เสียเวลา เราต้องการธรรมะอันที่สามรถจะมาแกไขปัญหาชีวิตประจำวันได้ สามารถแก้ปัญหาหัวใจได้ สามารถแก้ไขปัญหางานการได้ สามารถใช้พลังสมาธิไปสนับสนุนกิจการงานที่เราทำอยู่ได้ทุกประเภท จึงจะชื่อว่าเป็นการฝึกสมาธิแล้วได้ผลคุ้มค่าแก่การเสียเวลา

วันนี้ ได้กล่าวธรรมะเบ็ดเตล็ดพอเป็นข้อเตือนใจของท่านผู้ฟังทั้งหลาย ก็เห็นว่าสมควรแก่กาลเวลา ในท้ายที่สุดนี้ ด้วยอำนาจแห่งความตั้งใจดีในการที่จะศึกษาธรรมะปฏิบัติ เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ชีวิตประจำวันของทุกท่าน จงสำเร็จความปรารถนาตามที่ตั้งไว้ โดยทั่วกันทุกท่านเทอญ.


   

 

 [Last Modified: November 4, 2015]  

 

 

 

Visitor Number:
5101452