๑๗.

อารักขกรรมฐาน

The Protection-Oriented Mental Exercises

 

 

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2010

Your Reading Number:  1066  

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์
 
 

บทความที่ ๑๗ ประจำปี ๒๕๕๓ หลวงพ่อพุธ ฐานิโย – อารักขกรรมฐาน

  

ณ บัดนี้ จะได้บรรยายธรรมะ อันเป็นคำสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ก่อนอื่น ขอแสดงความยินดี และอนุโมทนา ในความตั้งใจดีของท่านผู้จัดรายการ ซึ่งเปิดโอกาสให้อาตมาภาพได้มาแสดงธรรม เพื่อเป็นการรักษาจารีตประเพณีของพระบูรพาจารย์ของเรา พระบูรพาจารย์ของเราที่มีบทบาท และมีความสำคัญ ซึ่งนำความเจริญทางปริยัติธรรมและการปฏิบัติธรรมมาสู่วัดนี้ รวมทั้งภาคอีสานทั้งหมด ได้แก่ ท่านเจ้าพระคุณอุบาลีคุณูปมาจารย์ (สิริจนฺโท จันทร์) ซึ่งวัดบรมนิวาส กับ วัดปทุมวนาราม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทางยกให้เป็นที่พำนักอาศัยของพระภิกษุสงฆ์ทางภาคอีสาน เพื่อจะได้มาศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรม และปฏิบัติธรรม โดยมีเจ้าพระคุณอุบาลีฯ เป็นพระเถระผู้ใหญ่เป็นพระชั้นนำ และท่านผู้นี้ภายหลังได้สมณศักดิ์อยู่ในระดับสูง ถึงเป็นเจ้าคณะรองสมเด็จฯ เป็นเจ้าคุณชั้นพรหม เมื่อก่อนนี้ยังไม่มีใครที่ได้รับสมณศักดิ์สูงส่งเหมือนอย่างพระคุณท่าน เมื่อท่านมรณภาพไปแล้ว ชาวอีสานซึ่งเป็นลูกหลาน มักจะพูดถึงท่านว่าเจ้าพระคุณในโกศ หมายถึงว่าท่านมรณภาพแล้ว ได้รับพระราชทานโกศเป็นเกียรติยศ เป็นองค์แรกของภาคอีสาน

ครั้นภายหลัง ท่านเจ้าพระคุณองค์นี้ ได้ลูกศิษย์องค์สำคัญ ๒ องค์ คือ ท่านเจ้าพระคุณ “สมเด็จพระมหาวีรวงศ์” (ติสฺสมหาเถร) ซึ่งเป็นอดีตเจ้าอาวาสวัดนี้ และเป็นสมเด็จองค์แรกของภาคอีสาน แล้วก็เป็น “สังฆนายกองค์แรก” ของคณะสงฆ์ในประเทศไทย สมัยรัฐธรรมนูญสงฆ์ นี้องค์หนึ่ง และอีกองค์หนึ่ง คือ “พระอาจารย์เสาร์ กันตสีโล” พระอาจารย์เสาร์ กันตสีโล เป็นพระเถระซึ่งสนใจในฝ่ายวิปัสสนาธุระ ดำเนินชีวิตในด้านปฏิบัติสมถกรรมฐาน และวิปัสสนากรรมฐานโดยตรง โดยไม่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาและการปกครอง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เจ้าพระคุณอุบาลีคุณูปมาจารย์ (สิริจนฺโท จันทร์) นับว่าเป็นดวงประทีปแก้วของภาคอีสาน นอกจากจะนำการศึกษาทางฝ่ายปริยัติธรรม และการปฏิบัติธรรม นำความเจริญไปสู่ภาคอีสานในทางด้าน “ศาสนศึกษา” แล้ว ก็ยังได้นำ “หนังสือไทย” ไปตั้งสอนที่ วัดสุปัฏนาราม จ.อุบลราชธานี เป็นแห่งแรก หลังจากนั้น ชาวไทยอีสานก็เริ่มอ่านหนังสือไทยออก และเขียนหนังสือไทยเป็น แล้วก็ได้ส่งกุลบุตรเข้ามาศึกษาเล่าเรียน “ปริยัติธรรม” ในกรุงเทพมหานครมากขึ้นทุกปีๆ จนกระทั่งปรากฏว่า มีพระเถรานุเถระทางฝ่ายอีสานมีบทบาท มีความสำคัญในวงการคณะสงฆ์หลายท่าน ตั้งแต่อดีตจนกระทั่งปัจจุบันนี้ แต่ความจริงบรรดาท่านผู้ฟังเทศน์ทั้งหลาย อาจจะได้ยินเพียงในสมัยท่านอาจารย์เสาร์ อาจารย์เสาร์นี้ มีมาก่อนแล้ว กำเนิดคณะธรรมยุตในจังหวัดอุบลฯ เกิดขึ้นโดยคณะกรรมฐาน โดยเจ้าพระคุพระอริยกวี (อ่อน) ซึ่งได้ถูกสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ส่งไปประดิษฐานคณะธรรมยุตลงที่วัดศรีอุบลรัตนาราม ท่านองค์นี้ได้นำปริยัติธรรมและการปฏิบัติธรรมไปเผยแพร่ ตามแบบรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในรัชการที่ ๔ และเราก็เริ่มมีพระกรรมฐานตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

ครั้งมาภายหลัง ลูกศิษย์ของเจ้าพระคุณองค์นั้น คือ “พระอาจารย์สีทาชยเสโน” ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสวัดบูรพาราม จ.อุบลราชธานี   ก็เป็นผู้หนักแน่นในพระกรรมฐาน ได้ปฏิบัติกรรมฐานอยู่เงียบๆ โดยลำพังองค์เดียว โดยไม่ได้มีการเผยแผ่ให้กว้างขวางออกไป แต่ครั้นมาภายหลังนี้ ท่านเจ้าพระคุณอุบาลีฯ ได้ศึกษาการปฏิบัติกรรมฐานใน “สำนักของอาจารย์สีทา” และ “เจ้าคุณพระอริยกวี” (อ่อน) แล้วก็ได้มาศึกษาพระปริยัติธรรมในกรุงเทพมหานคร ได้ข่าวแว่วๆ ว่า ในตอนต้นไปพำนักอยู่ที่วัดพิชัยญาติฯ ธนบุรี แล้วภายหลังก็มีบัญชาให้มาเป็นเจ้าอาวาสบรมนิวาส ได้มาจัดการศึกษาการปฏิบัติในวัดนี้ให้มีความเจริญรุ่งเรืองขึ้น ในสมัยที่ท่านเจ้าพระคุณอุบาลีฯ ยังคงมีชีวิตอยู่ ชื่อเสียงเกียรติยศในการแสดงธรรม หรือการแก้ปัญหาธรรมต่างๆ ปรากฏว่าท่านเป็นผู้ชาญฉลาดในการให้ความรู้ทางด้านปริยัติธรรมและด้านปฏิบัติธรรม เพราะฉะนั้น ในยุคหลังๆ นี้ ท่านเจ้าพระคุณองค์นี้มาได้ลูกศิษย์ผู้ใหญ่ ๒ องค์ คือ (๑) ท่านเจ้าคุณสมเด็จมหาวีรวงศ์ (ติสฺสมหาเถร) ท่านองค์นี้จัดการปกครองการศึกษาทางฝ่าย “ปริยัติธรรม” และ (๒) ทางฝ่ายท่านอาจารย์เสาร์ ได้จัดการเผยแผ่ทาง “ธุดงคกรรมฐาน” แล้วพวกเราก็มารู้กันว่า กรรมฐานมีเพียงแค่สมัยท่านอาจารย์เสาร์ ท่านอาจารย์มั่น แต่แท้ที่จริงมีมานานแล้ว

แต่มาสมัยท่านอาจารย์เสาร์ ท่านอาจารย์มั่น โดยท่านอาจารย์เสาร์ ท่านอาจารย์มั่น ได้นำคณะออกธุดงค์ไปพักแรม ตามถ้ำ ตามเหว ตามสถานที่วิเวกต่างๆ แล้วก็ได้สร้างวัด สำนักกรรมฐาน ขึ้นในภาคอีสานเป็นจำนวนมาก จนปรากฏมีจำนวนวัดเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนหลายร้อยวัดในภาคอีสานปัจจุบันนี้ ทีนี้ท่านเจ้าพระคุณดังที่กล่าวมานั้น ท่านปฏิบัติกรรมฐานโดยอาศัยอะไรเป็นหลัก ท่านอาศัยหลัก “อารักขากรรมฐาน ๔ ประการ” ดังพุทธภาษิตที่ได้ยกขึ้นเบื้องต้นว่า “พุทธานุสสติ – เมตตา” เป็นต้น

 

“อารักขกรรมฐาน” คือ กรรมฐานที่พึงสงวนรักษาไว้ ข้อปฏิบัติมีอยู่ ๔ ประการ คือ

๑.     พุทธานุสสติ คือ การระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้า (พุทธคุณ ๓ ได้แก่ (๑) ปัญญาคุณ – พระปัญญา  (๒) วิสุทธิคุณ – ความบริสุทธิ์ และ (๓) กรุณาคุณ – พระมหากรุณา)

๒.   อสุภกรรมฐาน คือ การพิจารณากายให้เห็นเป็นของอสุภะ เป็นสิ่งที่น่าเกลียด โสโครก และปฏิกูล (ถ้าไปยึดเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และไม่ใช่ตนไม่ใช่ตัว)

๓.    การเจริญเมตตา คือ ความเมตตาเป็นหลักปฏิบัติข้อแรกในหลักธรรม “พรหมวิหาร ๔” ได้แก่ (๑) เมตตา (ความรัก) (๒) กรุณา (ความสงสาร) (๓) มุทิตา (ความยินดี) และ (๔) อุเบกขา (ความวางใจเป็นกลาง) ตามลำดับ โดยมีการเจริญเมตตา คือ การระลึกหรือแผ่เมตตา อันได้แก่ ความรัก ความปรารถนาดี มีไมตรีจิต คิดเกื้อกูลให้ผู้อื่นและเพื่อนร่วมโลกทั้งปวงมีความสุขความเจริญ  หรือความปรารถนาดีอยากให้เขามีความสุข มีจิตอันแผ่ไมตรี และคิดทำประโยชน์แก่มนุษย์สัตว์ทั่วหน้า

๔.    มรณัสสติ คือ การระลึกถึงความตาย หรือการระลึกถึงความตายอันจะต้องมีมาถึงตนเป็นธรรมดา พิจารณาที่จะให้เกิดความไม่ประมาท (อ่านเพิ่มเติม “อนุสติ ๑๐”)

 

อันนี้เป็นหลักกรรมฐานที่พระคุณเจ้าดังกล่าวมานั้น ได้ยึดเป็นหลักปฏิบัติ อันเป็นหลักปฏิบัติกรรมฐานที่มีอยู่ในคัมภีร์พระธรรม

 

            พุทธานุสสติ การระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้า ตามที่ได้ศึกษาเล่าเรียนมาหรือได้ยินได้ฟังครูบาอาจารย์ท่านแนะนำ พร่ำสอน หมายถึง การเจริญพุทธคุณ เช่น อย่างเราทำวัตรสวดมนต์เช้าเย็น เรากล่าวคำว่า “อิติปี โส ภควา อรหฺ สมฺมา” เป็นต้น อันนี้เป็นการเจริญพุทธคุณ เป็นการเจริญ “พุทธานุสสติ” ด้วยบทสวดมนต์ และอีกอย่างหนึ่ง การนึกพรรณนาพระพุทธคุณของพระพุทธเจ้า โดยยึดเอาพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ ๓ ประการ เป็นหลัก ได้แก่

๑.     พระพุทธเจ้าเป็นผู้รู้ดีรู้ชอบด้วยพระองค์เอง คือ รู้ “อริยสัจจธรรมทั้ง ๔” คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค  แล้วสอนบุคคลอื่นให้รู้ตามด้วย อันนี้เป็น “พระปัญญาคุณ” ซึ่งเป็นพระคุณประการที่ ๑

๒.   พระพุทธเจ้าเป็นผู้มีความบริสุทธิ์สะอาด ปราศจากกิเลสน้อยใหญ่ทั้งปวง แม้กิเลสเท่าธุลีไม่มีเหลือติดอยู่ในพระทัยของพระองค์ อันนี้เป็น “พระบริสุทธิคุณ” ซึ่งเป็นพระคุณประการที่ ๒

๓.    พระพุทธเจ้าเป็นผู้มีพระมหากรุณาธิคุณ มีพระทัยกว้างขวางเผื่อแผ่ แม้พระองค์จะบรรลุคุณธรรม เสวยวิมุตติสุขแล้ว ก็ยังไม่ทรงเห็นแก่ตัว ยังสู้อุตส่าห์สละความทุกข์ยากลำบากเหน็ดเหนื่อยส่วนพระองค์ แสดงพระธรรมเทศนาโปรดเวไนยสัตว์ให้รู้จัก บาป บุญ คุณ โทษ ประโยชน์ และมิใช่ประโยชน์ และมีผู้ปฏิบัติตาม ได้บรรลุ มรรค ผล นิพพาน ตามอย่างพระองค์มีนวนไม่น้อย อันนี้เป็น “พระมหากรุณาธิคุณ” ซึ่งเป็นพระคุณประการที่ ๓

 

อันนี้เป็นพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ที่ทรงพร้อมด้วยพระคุณอันใหญ่ ๓ ประการ ดังกล่าวมาข้างต้น ชื่อว่าเป็น “พระพุทธเจ้า”

 

            บทปฏิบัติเกี่ยวกับการเจริญกรรมฐานด้วยการเจริญ “พุทธานุสสติ” ตามอย่างที่ครูบาอาจารย์ท่านสั่งสอน ท่านก็ให้กำหนดรู้ลงที่จิต แล้วก็นึกบริกรรมภาวนา “พุทโธ” การบริกรรมภาวนา “พุทโธ” นี้ เป็นอุบายอย่างหนึ่ง ซึ่งหาสิ่งให้จิตของเรายึดมั่น ซึ่งจริงอยู่ ในบางครั้งพระพุทธเจ้าทรงสอนธรรมะให้ปล่อยว่าง ให้ปล่อยวางทุกสิ่งทุกอย่าง ปล่อยวางกิเลส ตัณหา มานะ ทิฏฐิ แต่อุบายวิธีการปฏิบัติกรรมฐานนั้น ต้องหาอะไรสักอย่างหนึ่งให้จิตของเราคิดอย่างเหนียวแน่น เช่น คำว่า “พุทโธ” เป็นต้น

            วิธีบริกรรมภาวนา “พุทโธ” ท่านแนะสำให้นึก “พุทโธ” ไว้ที่จิต เอาจิตไว้กับ “พุทโธ” ด้วยความตั้งใจ ประคับประคองจิตให้นึก “พุทโธ” อยู่ตลอดเวลา ในขณะที่เรานึก “พุทโธ” ไม่ต้องไปนึกอย่างอื่น แม้แต่คิดว่าเมื่อไรจิตจะสงบ เมื่อไรจิตจะรู้ เมื่อไรจิตจะสว่าง ไม่ต้องไปนึก หน้าที่มีแต่นึก “พุทโธๆๆ” อย่างเดียว นึกจนกระทั้งจิตมันคล่องตัว คล่องขนาดไหน คล่องขนาดที่เราไม่ได้ตั้งใจ จิตของเรานึก “พุทโธ” เองโดยอัตโนมัติ ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็แสดงว่า จิตของเราติดกับ “พุทโธ” อย่างเหนียวแน่นแล้ว ลำพังแต่เราสามารถทำจิตให้ติดอยู่กับ “พุทโธ” ไม่พรากจากกัน

            ท่านผู้ฟังลองคิดดูซิว่า เราจะได้ประโยชน์อะไรจากการนึก “พุทโธ” ถ้าเราไม่มองข้ามสิ่งเล็กน้อย เราอาจจะเห็นประโยชน์ในการนึก “พุทโธ” จะเป็นใครก็ตาม ถ้านึก “พุทโธ” คำเดียวตลอดวันยังค่ำติดต่อกันจนไม่ขาดสาย จนไม่ว่างเว้น จิตของท่านจะไม่มีโอกาสส่งกระแสไปสร้างบาปอย่างอื่น เพราะจิตอยู่กับ “พุทโธ” อย่างเหนียวแน่นแล้ว เมื่อจิตอยู่กับ “พุทโธ” อย่างเหนียวแน่น “พุทธานุสสติ” การระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้าเริ่มได้ผล ได้ผลตรงที่เราสามารถเอา “พุทโธ” มาสกัดกั้นบาปที่ใจเอาไว้ ทีนี้เมื่อเรานึก “พุทโธ” ไม่ขาดสาย จิตอยู่กับ “พุทโธ” และขณะเดียวกัน “พุทโธ” อยู่กับจิตแล้ว ในเมื่อจิตของคนเรานี้ ถ้าหากจิตมีเครื่องรู้ สติมีเครื่องระลึก แล้วเราก็เอาสิ่งนั้นเป็นเครื่องรู้ของจิต เป็นเครื่องระลึกของสติตลอดเวลา ความสงบของจิตนั้นจะไม่เกิดขึ้น ย่อมเป็นไปไม่ได้ อันนี้คืออุบายขั้นต้นแห่งการบริกรรมภาวนา “พุทโธ” หรือ “พุทธานุสสติ”

เมื่อมาบริกรรมภาวนา “พุทโธ” แล้ว เราจะสังเกตได้อย่างไรว่า จิตของเราสงบ โดยธรรมชาติของจิต ในเมื่อนึกอยู่กับสิ่งๆ เดียว นานๆ เข้า จิตย่อมติดอยู่กับสิ่งนั้น ในเมื่อจิตติดอยู่กับสิ่งนั้น ย่อมเกิดมีอาการสงบ ความสงบที่จะพึงปรากฏในขั้นแรก คือ ความเบากาย ความเบาใจ ถ้ากายรู้สึกว่าเบาๆ สบายๆ ใจก็เบาๆ สบายๆ ก็แสดงว่า จิตของเรากำลังเริ่มสงบแล้ว ต่อจากนั้น เมื่อเกิดมีกายเบา จิตเบา กายก็สบาย จิตก็สงบ ในเมื่อกายสงบ จิตสงบ สิ่งที่เป็นอันตรายต่อการปฏิบัติ คือ นิวรณ์ ๕ ได้แก่ (๑) กามฉันทะ คือ ความพอใจในกามหรือความต้องการกามคุณ  (๒) พยาบาท คือ ความคิดร้ายหรือความขัดเคืองแค้นใจ  (๓) ถีนมิทธะ คือ ความหดหู่และเซื่องซึม (๔) อุทธัจจกุกกุจจะ คือ ความฟุ้งซ่าน ความร้อนใจ ความกระวนกระวายกลุ้มกังวล และ (๕) วิจิกิจฉา คือ ความลังเลสงสัย ซึ่งนิวรณ์ทั้ง ๕ ก็ค่อยเบาลง พอหลังจากนั้น เมื่อจิตมีความสงบกันจริงๆ แล้ว ความปีติและความสุขย่อมเกิดขึ้น  ในเมื่อความปีติและความสุขเกิดขึ้นในจิต จิตก็เพลิดเพลินอยู่กับความปีติและความสุขนั้น ลืมทุกสิ่งทุกอย่างอันเป็นเรื่องอื่น จิตก็มุ่งตรงต่อความสงบเป็นลำดับ เริ่มต้นแต่ ขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ และอัปปนาสมาธิ เป็นลำดับๆ ไป ก็แสดงว่า กายเบา จิตเบา กายสงบ จิตสงบ กายควร จิตควร กายคล่อง จิตคล่อง คือ มันคล่องตัวทุกสิ่งทุกอย่างพร้อมกันหมดทุกสิ่งทุกอย่าง เราะในขณะนี้ ผู้ปฏิบัติถอนจากสมาธิ อันนี้คือผลที่จะพึงเกิดขึ้นในการภาวนาด้วยบริกรรมภาวนา แม้เราจะบริกรรมภาวนาอย่างอื่น เมื่อผลเกิดขึ้นก็มีลักษณะอย่างเดียวกัน

การบริกรรมภาวนานั้น ในขั้นต้นเราจะระลึกถึงบริกรรมภาวนาเรียกว่า “วิตก” เมื่อจิตจดจ่ออยู่กับการบริกรรมภาวนานั้นไม่พรากจากกัน เรียกว่า “วิจาร” ความดูดดื่มของจิตกับการบริกรรมภาวนา ซึมซาบเข้ากัน แล้ก็เกิดมีความอิ่มอกอิ่มใจ เรียกว่า “ปีติ” ในเมื่อปีติเกิดขึ้น “สุข” อันเป็นผลพลอยได้ก็ตามมา ในเมื่อหีติและสุขเป็นเครื่องเลี้ยงจิต จิตก็ย่อมดำเนินไปสู่ความสงบเรื่อยไป จนกระทั่งถึงอัปปนาสมาธิ สมาธิมีอยู่ ๓ ขั้นตอน ได้แก่ (๑) ขณิกสมาธิ (๒) อุปจารสมาธิ และ (๓)อัปปนาสมาธิ สำหรับ “ขณิกสมาธิ” นั้น เราหมายเอกกันเพียงแค่ไหน ความสงบวับแวบเพียงนิดหน่อย หรือมีแสงปรากฏปั๊บแล้วก็หายไป นั้นแสดงว่าจิตสงบนิดหน่อย อันนี้เรียกว่า “ขณิกสมาธิ” เมื่อจิตสงบนิ่งว่างสว่างลงไป แล้วจิตยับยั้งอยู่ในความสงบได้นานพอสมควร ซึ่งเป็นสิ่งเฉียดๆ เข้าไปใกล้กับความสงบนิ่ง ความรู้สึกว่ามีลมหายใจปรากฏอยู่ ความรู้สึกว่ามีกายปรากฏอยู่ แต่จิตอยู่ในลักษณะที่มีปีติและความสุขตลอดเวลา อันนี้เรียกว่า จิตอยู่ใน “อุปจารสมาธิ” ครั้นจิตละเอียดยิ่งเข้าไปกว่านี้ ปีติและความสุขหายไป แม้แต่กายซึ่งมีปรากฏอยู่ก็หายไปด้วย ทุกสิ่งทุกอย่างหายไปหมด ยังเหลือแต่จิตสงบนิ่งอยู่อย่างเดียว และจิตรู้อยู่เฉพาะที่จิตอย่างเดียวเท่านั้น ไม่มีอาการแห่งความรู้สึกนึกคิดใดๆ ปรากฏขึ้น ไม่รู้เรื่องภายนอก กายก็ไม่มี ลมหายใจก็ไม่มี มีแต่จิตดวงเดียวล้วนๆ นิ่งสว่างไสวอยู่ อันนี้เรียกว่า จิตอยู่ใน “อัปปนาสมาธิ”

จิตอยู่ในอัปปนาสมาธินี้ ท่านเรียกว่า จิตถึงขั้น “สมถกรรมฐาน” สมถกรรมฐานที่จิตอยู่ในความนิ่งสงบอย่างนี้ จิตย่อมไม่เกิดความรู้ จึงมีคำกล่าวว่า ผู้บริกรรมภาวนา “พุทโธ” จิตได้แต่เพียงแค่ขั้น “สมถกรรมฐาน” ท่านว่าอย่างนั้น อันนี้ก็เป็นคำกล่าวที่ “ถูกต้อง” แต่ความจริงถ้านักภาวนาได้สังเกตดูให้ดีแล้ว การบริกรรมภาวนาทุกอย่าง จะทำให้จิตสงบนิ่งลงเพียงแค่ “อหจารสมาธิ” เท่านั้น ลองคิดย้อนหลังไปดูซิว่า ถ้าหากท่านผู้ใดภาวนา  “พุทโธ” จิตสงบเป็นสมาธิได้ พอภาวนา  “พุทโธๆๆ ” ไป พอจิตมีอาการเคลิ้มๆ สงบลงไป สว่างขึ้นมาแล้ว คำภวนา  “พุทโธ” หายไป หายไปใช่ไหม เพราะฉะนั้น เราจึงตัดสินใจได้ว่า การบริกรรมภาวนาจิตสงบลงได้เพียงแค่ “อุปจารสมาธิ” เพราะฉะนั้น การบริกรรมภาวนาทุกอย่างจึงทำให้จิตถึง “อัปปนาสมาธิ” หรือ “ขั้นสมถะ” ไม่ได้ ถ้าอย่างนั้นการภาวนา  “พุทโธ” นี้จะได้ผลอย่างไร

ครูบาอาจารย์มีคำแนะนำในตอนนี้ว่า เมื่อภาวนา “พุทโธ” ทำจิตให้สงบนิ่งสว่างลงไปแล้ว คำบริกรรมภาวนาหายไป เมื่อคำบริกรรมภาวนาหายไปแล้ว ไม่ต้องนึกถึงคำบริกรรมภาวนาอีก ให้กำหนดรู้จิตที่สงบนิ่งสว่างอยู่เท่านั้น และถ้าในช่วงนี้ลมหายใจปรากฏ ให้ยึดเอาลมหายใจเป็นเครื่องรู้ของจิต เป็นเครื่องระลึกของสติ ดูลมหายใจเข้า ลมหายใจออก เฉยอยู่อย่างนั้น ไม่ต้องไปนึกคิดอะไร ความคิดว่าลมหายใจสั้นก็ไม่ต้องคิด ลมหายใจยาวก็ไม่ต้องคิด เป็นแต่เพียงรู้อยู่เฉยๆ เราเป็นผู้หายใจ แม้ว่าทำไมไม่คิดว่า ลมหายใจสั้น ลมหายใจยาว เราย่อมรู้ ในเมื่อผู้ภาวนามายึดเอาลมหายใจเป็นเครื่องรู้ของจิต เป็นเครื่องระลึกของสติ หนักๆ เข้าลมหายใจจะเป็นสื่อนำจิตให้ดำเนินเข้าไปสู่ความสงบอย่างแน่วแน่ คือ “อัปปนาสมาธิ” นี้ความเป็นจริงในประสบการณ์เป็นอย่างนี้

้าหากว่าผู้ภาวนา“พุทโธ”หรือบริกรรมภาวนา ทำทีไรจิตมันก็ไปสงบนิ่งๆ อยู่เพียงแค่ “อัปปนาสมาธิ” ไม่เกิดความรู้อะไร เมื่อจิตสงบนิ่งอยู่ใน “อัปปนาสมาธิ” ไม่เกิดความรู้จริงๆ มีแต่สภาวะรู้อยู่ที่จิตอย่างเดียว แต่เราจะทำปัญญาให้เกิดเมื่อไร เราพึงคอยสังเกตดูว่า จิตถอนออกมาจาก “อัปปนาสมาธิ” พอปรากฏว่ามีร่างกาย เมื่อมีร่างกายแล้ว ความคิดย่อมเกิดขึ้น ในเมื่อเกิดความคิดขึ้นมาแล้ว ผู้ภาวนาไม่ควรจะปล่อยโอกาส ให้ทำสติตามรู้ความคิดนั้นไปเรื่อยๆ จิตคิดอะไรขึ้นมาก็กำหนดรู้ เพียงแต่กำหนดรู้อย่างเดียว อย่าไปช่วยมันคิด ความคิดนั้นจะไปคิด เรื่องบุญ เรื่องบาป เรื่องดี เรื่องชั่ว เรื่องสารพัดอะไรก็แล้วแต่ หน้าที่ของผู้ปฏิบัติเพียงแต่ทำสติตามรู้อย่างเดียว ในเมื่อเรามาทำสติตามรู้ความคิดที่เกิดขึ้นดับไป เกิดขึ้นดับไป ก็เป็นการพิจารณาวิปัสสนากรรมฐาน เพราะความคิดเกิดขึ้นแล้ว ย่อมดับไป เกิดขึ้นแล้ว ย่อมดับไป มีปรากฏอยู่ในจิตตลอดเวลา ผู้ภาวนามาเอาความเกิด–ดับของความคิด เป็นเครื่องรู้ของจิต เป็นเครื่องระลึกของสติ ในเมื่อจิตมีเครื่องรู้  สติมีเครื่องระลึก จิตย่อมซาบซึ้ง และมีความรู้ความเปลี่ยนแปลงของสิ่งนั้น แต่ถ้าหากจิตของเราดูแต่เพียงแค่ เกิด– ดับ เกิด– ดับ อยู่เฉยๆ ไม่มีความรู้อะไรเกิดขึ้น ภูมิจิตก็อยู่ในขั้นสมถะ แต่ถ้าหากว่าจิตเอาความคิดเกิด–ดับ เป็นเครื่องรู้  สติเอาความเกิด–ดับ เป็นเครื่องระลึก หนักๆ เข้า จิตย่อมจะรู้ความเปลี่ยนแปลงของความคิดเอง ในเมื่อกำหนดหมายความเปลี่ยนแปลง “อนิจจสัญญา” ความสำคัญมั่นหมายว่า“ไม่เที่ยง” ย่อมเกิดขึ้นกับจิตของผู้ปฏิบัติ ในเมื่อจิตสำคัญมั่นหมายในความเปลี่ยนแปลง ซึ่งความเปลี่ยนแปลงนั้น คือ ความไม่เที่ยง และความไม่เที่ยงนั้น คือ อนิจจัง และอนิจจังนั้น คือ ความไม่เที่ยง เมื่อจิตรู้ความไม่เที่ยงของสภาวะที่เกิด–ดับกับจิต จิตก็ย่อมก้าวขึ้นสู่ “ภูมิแห่งวิปัสสนา” ด้วยประการฉะนี้ แต่ถ้าหากว่าเมื่อท่านทำจิตให้สงบนิ่งเป็นสมาธิแล้ว เมื่อสมาธิถอนออกมา ปล่อยโอกาสให้มันผ่านไปโดยไม่กำหนดรู้ความคิดต่อ ก็เป็นอันว่า การภาวนาจิตของท่านก็ติดอยู่เพียงแค่ “สมถกรรมฐาน” เท่านั้นเอง

สิ่งที่เป็นเครื่องหมายแห่ง “ความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา” ก็หมายถึงความคิดที่ เกิด–ดับ เกิด–ดับ อยู่ภายในจิตนั้นเอง ในเมื่อมีความคิดที่ เกิด– ดับ เกิด– ดับ อยู่ภายในจิตนั้น จิตมีเครื่องรู้โดยเอาความเกิดดับเป็นเครื่องรู้ สติเอาความเกิดดับเป็นเครื่องระลึก ในเมื่อเกิดมีความสำคัญมั่นหมายว่า ความไม่เที่ยงเกิดขึ้นภายในจิต จิตก็ก้าวเดินเข้าไปสู่วิปัสสนาเองโดยไม่ได้ตั้งใจ ขอให้ท่านผู้ฟังทั้งหลายพึงสังเกตด้วยประการอย่างนี้

ในเมื่อเรามาเจริญพุทธานุสสติ คือ ทำสมาธิในขั้นต้นจนคล่องตัวแล้ว เพื่อจะให้จิตของเรานี้มี “สติปัญญา” ปฏิวัติตนไปสู่การพิจารณาในขั้นที่ ๒ อันนี้เป็นแบบท่านเจ้าคุณพระอุบาลีฯ เป็นผู้สอน ตอนต้นเจริญ “พุทธานุสสติ” เมื่อเจริญพุทธานุสสติคล่องตัวแล้ว ขั้นต่อไป เพื่อจะฝึกหัดจิตให้เกิดสติปัญญา ท่านได้พิจารณา “อสุภกรรมฐาน” หมายถึง การพิจารณาอาการ ๓๒ อย่างพระภิกษุสงฆ์ที่บวชในพระพุทธศาสนา ในวันแรกพระอุปัชฌาย์ท่านสอน “มูลกรรมฐาน” คือ กรรมฐาน ๕ ท่านนำให้ว่า “เกสา โลมา นะขา ทันตา ตะโจ” แล้วก็ย้อนกลับมา “ตะโจ ทันตา นะขา โลมา เกสา” แล้วก็แนะนำให้พิจารณาสิ่งทั้งห้าให้เห็นเป็นสิ่งปฏิกูล น่าเกลียด โสโครก ไม่สวย ไม่งาม เพื่อจะให้จิตรู้ซึ้งลงไปถึงแก่นแห่งความเป็นจริงว่า เป็นของปฏิกูลน่าเกลียดจริงๆ เพื่อจะได้เป็นอุบายถ่ายถอนราคะ (ประพฤติหนักไปทางรักสวยรักงาม) และความกำหนัดยินดี ไม่ให้เกิดขึ้นกลุ้มรุมจิตใจ เราจะได้อยู่เย็นเป็นสุขในพระธรรมวินัยสืบไป อันนี้เป็นการฝึกหัดจิตให้มีความก้าวเดินไปสู่ “ภูมิแห่งวิปัสสนา” ถ้าหากว่าใครจะสามารถกำหนดพิจารณาไปจนครบอาการ ๓๒ ก็ได้ แต่ในขั้นนี้ท่าสอนให้พิจารณากายทั้งปวงนี้ ให้เห็นเป็นของไม่สวยไม่งาน

ผู้ปฏิบัติต้องเจริญ  “กรรมฐาน ๕” ก่อน เพราะ “กรรมฐาน ๕” นี้ คือ “เกสา โลมา นะขา ทันตา ตะโจ” เป็นเครื่องหมายของความสวย ความงาม และความไม่สวย ความไม่งาม คนที่มีผมงาม เขาก็เรียกว่า “คนงาม”  คนที่มีขนงาม เขาเรียกว่า “คนงาม” คนที่มีเล็บงาม เขาเรียกว่า “คนงาม” มีฟันงาม เขาเรียกว่า “คนงาม” มีหนังงาม เขาเรียกว่า “คนงาม” และความงาม ๕ อย่างนี้ เป็นสิ่งที่ปิดหูบังตา ไม่ให้เรามองเห็นสภาพความเป็นจริงอันซ่อนเร้นอยู่ภายใน คือ ความปฏิกูล น่าเกลียด โสโครก เพราะฉะนั้น ท่านจึงให้เพิกสิ่งงามทั้ง ๕ นี้ออกเสีย เพิกออกให้มองเห็นสิ่งที่ปฏิกูล น่าเกลียด ให้เห็นเป็นสิ่งปฏิกูล น่าเกลียด จริงๆ ทีนี้เราอาจจะมีกลอุบายพิจารณาอะไรหลายๆ อย่าง จะพิจารณาในแง่ว่า ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เป็น (๑) “สิ่งปฏิกูล น่าเกลียด โสโครก” ก็ได้ จะพิจารณาในแง่ว่า ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เป็นแต่เพียง (๒) “ธาตุ ๔” ได้แก่ ดิน น้ำ ลม ไฟ ไม่ใช่สัตว์บุคคล ตัวตน เรา เขา หรือจะพิจารณาไปในแง่ (๓) “อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา” คือ “ความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา” ก็ได้ แล้วแต่ใครจะถนัด อันนี้เป็นอุบายที่ฝึกฝนอบรมจิตให้เกิดสติปัญญา

ในขั้นต้น เราใช้สติปัญญาอย่างธรรมดาๆ เป็นการพิจารณาจนจิตมันเกิดคล่องตัว ในเมื่อการพิจารณามันเกิดคล่องตัวขึ้นมาเมื่อไร จิตของเราจะปฏิวัติไปสู่การพิจารณาเองโดยไม่ได้ตั้งใจ ก็แสดงว่าการพิจารณากรรมฐานเริ่มจะได้ผลแล้ว ทีนี้เมื่อจิตมีการคล่องตัวในการพิจารณา พอนึกถึงผม มันก็พิจารณาไปเองว่าผมเป็นของปฏิกูล น่าเกลียด นึกถึงขน มันก็พิจารณาไปเอง นึกถึงอะไร มันก็พิจารณาไปเองโดยไม่ได้ตั้งใจ เรียกว่า “มันเกิดการคล่องตัวขึ้นมา” ในเมื่อมันเกิดการคล่องตัวขึ้นมาแล้ว การคล่องตัวนั่นแหละจะเป็นอุบายให้จิตเกิดความสงบขึ้นมาได้ ความสงบที่เกิดจากการพิจารณานี้ ในเมื่อมีความสงบเกิดขึ้น ปีติ และความสุข ก็ย่อมเกิดขึ้น เช่นเดียวกับการบริกรรมภาวนาอย่างอื่น

ทีนี้พอพูดมาถึง “ขั้นตอนแห่งการพิจารณา” พระเจ้าพระสงฆ์ทั้งหลายท่านสอนกรรมฐาน ท่านก็สอนให้พิจารณา “กาย เวทนา จิต ธรรม” เป็นหลักใหญ่ ถ้าบางท่านอาจจะคิดว่า เราเอาสิ่งอื่นนอกจากหลักการที่ท่านเขียนไว้ในตำรับตำรามาเป็นแนวทางปฏิบัติ หรือมาเป็นอารมณ์กรรมฐานจะไม่ได้หรือ อันนี้ขอให้ทำความเข้าใจก่อนว่า ธรรมะที่พระพุทธเจ้าสอน หรือศาสนาพุทธที่พระพุทธเจ้าสอนธรรมะ คือ สอนให้ผู้ศึกษาผู้ปฏิบัติรู้กฎธรรมชาติของความเป็นจริง สิ่งที่จะแสดงกฎธรรมชาติให้เรารู้เห็นความเป็นจริงนั้นคืออะไร สิ่งที่จะแสดงให้เราเห็นความเป็นจริง คือ “สภาวธรรม” สภาวธรรม ได้แก่ กาย กับ ใจ ของเรานั่นเอง 

กายกับใจของเรามี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ซึ่งทั้งหมดนี้ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ พระพุทธเจ้าพาเราเรียกว่า “ทวาร” หรือ “ประตู” ในเมื่อมีประตูทวารย่อมมีสิ่งผ่านออกผ่านเข้า เมื่อมีสิ่งผ่านออกผ่านเข้า สิ่งนั้นที่ผ่านออกผ่านเข้าคืออะไร รูปผ่านเข้ามาทางตา เสียงผ่านเข้ามาทางหู กลิ่นผ่านเข้ามาทางจมูก รสผ่านเข้ามาทางลิ้น สัมผัสผ่านเข้ามาทางกาย อารมณ์ธรรมารมณ์ผ่านเข้ามาทางใจ ท่านเคยได้ยินปัญหาที่พระพุทธเจ้าตรัสถามพระอานนท์ไหม พระพุทธเจ้าตรัสถามพระอานนท์ว่า “ดูกรอานนท์ ตัณหามันเกิดที่ไหน และมันจะดับลงที่ไหน” พระอานนท์ก็ทูลให้พระพุทธเจ้าเป็นผู้ตอบเอง พระพุทธเจ้าก็ตอบว่า “ดูกรอานนท์ ตัณหามันเกิดที่ทวาร ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ เมื่อมันดับมันก็ดับที่ทวาร ๖ เหมือนกัน คือ ดับที่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ” อะไรที่มายั่วยุให้เราเกิดตัณหา รูปผ่านเข้ามาทางตา เกิดความยินดี เสียงผ่านเข้ามาทางหู เกิดความยินดี กลิ่นผ่านเข้ามาทางจมูก เกิดความยินดี รสผ่านเข้ามาทางลิ้น เกิดความยินดี สัมผัสผ่านเข้ามาทางกาย เกิดความยินดี และอารมณ์ธรรมารมณ์ผ่านเข้ามาทางจิต ก็เกิดความยินดี ในเมื่อเกิดความยินดีแล้ว ก็ทะเยอทะยานอยากได้สิ่งนั้น ในเมื่อมีความทะเยอทะยาน นั่นคืออาการแห่งตัณหามันเกิดขึ้นแล้ว

 ทีนี้ผู้มาปฏิบัติธรรม มาทำสติรู้อยู่ที่ทวาร ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อะไรผ่านเข้ามาทำสติรู้ อะไรผ่านเข้ามาทำสติรู้ โดยการทำสติรู้อย่างเดียว เพราะสิ่งที่ผ่านเข้ามานั้น คือ “สภาวธรรม” สภาวธรรมย่อมแสดงปรากฏการณ์ให้เห็นจริงตลอดเวลา คือ มีความเกิดขึ้น ทรงอยู่ ดับไป ซึ่งธรรมชาติของมันจะเป็นอย่างนั้น ทีนี้นอกจาก รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ที่ผ่านเข้ามาทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แล้ว สิ่งอื่นนอกจากนั้น เราเอามาพิจารณาเป็น “อารมณ์กรรมฐาน” ไม่ได้หรือ จะยกตัวอย่าง เช่น ผู้ที่เรียนจบมาทางแพทย์ เรียนจบวิชาอื่นๆ ซึ่งเป็นศาสตร์ต่างๆ ที่เรียนมาในสายโลก เช่น ธรรมศาสตร์ นิติศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ หรือศาสตร์อะไรก็แล้วแต่ที่เราเรียนเป็นความรู้มา เราจะเอามาเป็นอารมณ์พิจารณากรรมฐานบ้างจะได้หรือไม่ ขอตอบว่า “ได้” ดีเสียอีก เพราะมันเป็นความรู้ที่ท่านรู้มาแล้ว เอามาเป็นหัวข้อแห่งการพิจารณา จะเกิดความคล่องตัวเร็วขึ้น และสิ่งนั้นไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องธรรมะนี้ จะเอามาเป็นอารมณ์กรรมฐานได้อย่างไร สิ่งนั้นแหละคือธรรมะฝ่ายสภาวธรรม

เราเรียนหนังสือมาแต่เบื้องต้น พอเราเปิดตำรา กางตำราออกมา เรามองเห็นด้วยตา ตัวหนังสือที่มองเห็นนั้น คือ “รูป” ทีนี้ครูอาจารย์สอนบอกให้อ่า เราได้ยินด้วยหู นั้นคือ “เสียง” ทีนี้ท่านหัดให้เราขีดเขียนจนเป็นตัวอักษร นั้นคือการ “สัมผัส” ด้วยกาย เมื่อเป็นเช่นนั้น ใจก็เป็นผู้เก็บเอาความรู้ สิ่งใดที่เราสามารถกำหนดรู้ได้ด้วยใจ สิ่งนั้นเป็นสภาวธรรม ในเมื่อสิ่งนั้นเป็นสภาวธรรม สิ่งนั้นก็เป็นอารมณ์ของกรรมฐาน เพราะเป็นสิ่งที่แสดงปรากฏการณ์ให้เรารู้จริงเห็นจริงว่า สิ่งนั้นมีความเกิดดับไป สิ่งนั้นมีความเกิดดับไป เป็นเรื่องของธรรมดา แล้วทำไมจะเอามาเป็นอารมณ์กรรมฐานไม่ได้ เพราะฉะนั้น ไม่ว่าอะไรทั้งนั้น อย่างสมมติว่า พระสงฆ์เราบวชอยู่ในวัดนี้ ถ้าสมัครจะเป็นนักภาวนากรรมฐาน เพียงแค่ตั้งปัญหาถามตัวเองว่า เวลานี้เราเป็นอะไร แล้วก็หาคำตอบว่า เวลานี้เราเป็นพระ พระมีหน้าที่อย่างไร พระมีหน้าที่เรียนพระธรรมวินัย เรียนไปทำไหม เรียนไปเพื่อปฏิบัติ ปฏิบัติไปทำไม ปฏิบัติเพื่อความร้ายิ่งเห็นจริง ให้พิจารณาไปตามสติปัญญาที่เราสามารถจะพิจารณาได้ เช่นอย่างชาวบ้านทั้งหลายที่ครองเรือน อาจจะตั้งปัญหาถามตัวเองว่า เราครองเรือนเพื่ออะไร และเราจะอยู่เป็นคฤหัสถ์เพื่ออะไร แล้วก็หาคำตอบให้ตัวเอง ถามตอบๆ ไปเรื่อยๆ ด้วยการทำสติจดจ่อเกี่ยวกับสิ่งที่เราสนใจ นึกคิดพิจารณาอยู่นั้น แล้วก็จะเป็นอุบายทำจิตให้สงบเป็นสมาธิได้เหมือนกัน

และอีกอย่างหนึ่ง นักภาวนาในสมัยปัจจุบันนี้ เท่าที่ฟังๆ กันดูแล้ว “ภาวนาเอาเวลา” บางท่านก็บอกว่าเดี๋ยวนี้นั่งได้ ๑ ชั่วโมง บางท่านก็บอกว่าได้ ๒ ชั่วโมง บางท่านก็บอกว่าได้ ๓๐ นาที ลงผลสุดท้ายเป็นการภาวนาเอาเวลา นอกจากจะภาวนาเอาเวลาแล้ว “ภาวนาเอาความเห็น” ในเมื่อหลับตาภาวนา พอลืมตามาพลั๊บ อาจารย์ผู้สอนกรรมฐานก็มักจะถามว่า “เห็นอะไรไหม” ทีนี้ถ้าใครไม่รู้ไม่เห็น ไม่มีคำตอบ ก็แสดงว่า ภาวนาไม่ได้ผล จึงอยากจะขอทำความเข้าใจกับท่านทั้งหลายว่า การภาวนานี้มันเป็นกิริยาของจิต สมาธิเป็นเรื่องของจิตโดยตรง

การยืน เดิน นั่ง นอน แม้เราจะ ยืน เดิน นั่ง นอน ได้เวลาแค่ไหนเพียงใด เป็นแต่เพียงการเปลี่ยนอิริยาบถ แต่การทำสมาธิสำคัญอยู่ที่การทำจิต การกำหนดจิต การทำจิตให้รู้ ให้มีสิ่งรู้ ทำสติให้มีสิ่งระลึก จนกระทั่งจิตของเราสงบนิ่งลงเป็นสมาธิ แล้วก็ประกอบด้วยองค์ฌานมี ปีติ สุข เอกัคคตา มีสติปัญญา รู้จริง เห็นจริงในสภาวธรรม ส่วนเวลาไม่สำคัญ เราอาจจะทำสมาธิในท่าเดิน ท่ายืน ท่านั่ง ท่านอน หรือถ้าใครจะเก่งจริงก็ปักหัวลงกับพื้น ชี้ขาขึ้นฟ้า บริกรรมภาวนาอยู่ได้ก็เชิญ ทำได้ทั้งนั้น ที่เรานั่งขัดสมาธิ เอามือขวาทับมือซ้าย ขาขวาทับขาซ้าย ตั้งกายให้ตรง อันนี้เป็นวิธีการเป็นส่วนประกอบในการปฏิบัติ แต่ที่แน่ๆ จริงๆ ก็คือการทำจิตอย่างเดียว การทำจิตนี้เพื่อให้มีสติสัมปชัญญะ มีพลังเข้มแข็งขึ้น จนกลายเป็นสติพละ ในเมื่อเรามีสติ เป็น “สติพละ” สติมีกำลังก็สามารถจะประคับประคองจิตให้ดำรงอยู่ในสภาพปกติ เมื่อกระทบกับอารมณ์ จะไม่มีความหวั่น ไหวง่าย หรือไม่หวั่นไหวเลย แต่ถ้าสติพละเพิ่มพลังขึ้นไปอีกกลายเป็น “สตินทรีย์” สติเป็นใหญ่ในอารมณ์ทั้งปวง ในเมื่อจิตนึกถึงอารมณ์ใด ถ้าจิตรู้แจ้งเห็นจริงในสิ่งนั้น จิตจะหยุดคิด แต่ถ้าจิตยังไม่รู้แจ้งเห็นจริงในสิ่งนั้น จิตจะต้องพิจารณาในสิ่งนั้นเองโดยไม่ได้ตั้งใจ เรียนกว่า “สติเป็นใหญ่ในอารมณ์ทั้งปวง”

เมื่อจิตมีอาการพิจารณา จิตก็มีเครื่องรู้ สติก็มีสิ่งระลึก แล้วถ้าสติเพิ่มพลังยิ่งไปกว่านี้ “สภาวะจิตมีการประชุมพร้อมลงเป็นหนึ่ง” ซึ่งเรียกว่า “อริยมรรค” หรือ “มรรค ๘” ประชุมลงเป็นหนึ่ง คือ ความเป็นหนึ่งของจิต โดยมีลักษณะจิตสงบ นิ่ง สว่าง ไม่ไหวติง แต่มีสิ่งที่ปรากฏการณ์ขึ้นภายในจิต ให้จิตรู้อยู่ตลอดเวลา อันนี้คือ “สมาธิในอริยมรรค” สมาธิในอริยมรรคนี้ สงบลงเป็น “อัปปนาสมาธิ” เป็นหนึ่งเหมือนกัน แต่เมื่อจิตสงบลงเป็นหนึ่งแล้ว จิตมีเครื่องรู้ สติมีเครื่องระลึก แต่เป็นสภาวะที่ละเอียดสุขุมยิ่งนัก สิ่งที่ปรากฏกับจิตในขณะที่อริยมรรคประชุมพร้อม แม่จิตจะรู้เห็นอะไร สักแต่ว่ารู้ สักแต่ว่าเห็น ไม่มีสมมติบัญญัติ เมื่อเห็นแล้ว รู้แล้ว ก็ไม่เรียกชื่อสิ่งนั้นว่าอะไร มีแต่สิ่งที่ปรากฏการณ์อยู่ภายในจิต เกิดขึ้น ดับไป เกิดขึ้น ดับไป อยู่อย่างนั้น แต่อะไรเกิด อะไรดับ จิตไม่ว่าง เพียงแต่รู้อยู่เฉยๆ อันนี้คือสมาธิในอริยมรรค เป็นสมาธิที่มีสติปัญญาเฉียวฉลาดรอบรู้อยู่ในตัว ซึ่งต่างกับสมาธิในฌาน

“สมาธิในฌาน” เมื่อจิตสงบนิ่งแล้ว ก็รู้อยู่ในสิ่งเดียว ไม่มีปรากฏการณ์อันใดที่จะให้รู้ อันเป็นเครื่องส่อแสดงให้เห็นพระไตรลักษณ์ คือ สงบนิ่งอยู่ในจุดเดียวเฉยๆ อยู่อย่างนั้น เพราะฉะนั้น สมาธิในฌานเป็นสมาธิขั้นสมถะ ถ้าจิตสงบนิ่งอยู่เฉยๆ มันก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร ซึ่งแตกต่างกันกับสมาธิใน “อริยมรรค” เพราะฉะนั้น ท่านผู้ฟัง ผู้ปฏิบัติพึงสังเกตความเป็นของจิตของตัวเองตามนัยดังที่กล่าวมาแล้ว อันนี้คือหลักการที่เจ้าพระคุณอุบลีฯ ได้แนะนำพร่ำสอนลูกศิษย์มา

ประการที่ ๓ การเจริญเมตตา ในการเจริญเมตตานี้เป็นกิจจำเป็นสำหรับนักปฏิบัติ เพราะการเจริญเมตตานี้ เป็นการประกาศความเป็นมิตรต่อสิ่งทั้งปวง ท่านเจ้าพระคุณอุบาลีฯ เวลาท่านเข้าไปธุดงค์ในป่า ท่านมักจะเจริญเมตตาแล้วประกาศออกมาว่า

“เรา สมณะ มาแสงวหาความสงบ มาแสวงหาความวิเวก เราไม่ได้ตั้งใจจะมายึดเอาที่ เอาทางของใคร ถ้าหาว่าท่านผู้ใดถือกรรมสิทธิ์ว่าตัวมีตัวเป็นเจ้าของ อยู่ในสถานที่นี้ เราขออาศัยท่านบำเพ็ญสมณธรรมชั่วขณะหนึ่ง แล้วก็จะหนีไปสู่ที่อื่น เรามาด้วยความไม่เบียดเบียนใคร”

แล้วท่านก็แผ่เมตตา โดยนึกว่า

“สัตว์ทั้งหลายผู้เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันหมดทั้งสิ้น จงเป็นผู้มีความสุขกายสุขใจ อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกัน จงมีสุขรักษาตนให้พ้นภัย และจงมีสุขรักษาตนให้พ้นภัย อย่าได้ปราศจากสมบัติที่ตนได้เถิด”

ท่านจะทำอย่างนี้ เป็นกิจวัตรของท่านเป็นประจำ แม้ว่าจะไปพักอยู่ใต้ร่มไม้ใหญ่ๆ โบราณท่านถือว่า “ต้นไม้ใหญ่ย่อมมีผี กุฏิต้องมีพระ” นี่ท่านเจ้าพระคุณอุบาลีฯ ท่านถืออย่างนี้ เพราะฉะนั้น ต้นไม้ใหญ่ต้องมีเจ้าของ รุกขเทวดาอาศัยอยู่ ก่อนที่ท่านจะเข้าไปอาศัยร่าเงา จึงประกาศขออนุญาตเจ้าของเสียก่อน เพื่อป้องกันมิให้เขาเบียดเยนเรา และประกาศให้เขารู้ว่า “เรามาดี มิได้มาร้าย” แล้วท่านก็อาศัยบำเพ็ญสมณธรรมอยู่ในที่นั้นตามสมควร อันนี้คือหลักการเจริญเมตตา แนวทางปฏิบัติของเจ้าคุณอุบาลีฯ

สำหรับประการสุดท้าย ท่านให้ “เจริญมรณัสสติ” คือ ให้ระลึกถึงความตาย คนเรานี้มันตายมาตั้งแต่เกิด ตายจากเด็กมาเป็นผู้ใหญ่ ตายจากผู้ใหญ่มาเป็นคนแก่ ตายจากคนแก่ไปเป็นคนตายจริงๆ ในเมื่อตายจริงๆ แล้วเน่า เน่าแล้วร่างกายทั้งปวงนี้ก็ สลายตัว กลายเป็น ดิน น้ำ ลม ไฟ นี้คือ “ตาย” อันนี้เป็นอุบายอันหนึ่งที่เจ้าพระคุณอุบาลีฯ ท่านสอน และอีกอย่างหนึ่งการพิจารณาความตายนี้ ท่านถือว่าเป็นเทวทูตคอยกระตุ้นเตือนจิตใจของตัวเองไม่ให้เกิดความประมาท การระลึกถึงความตายเป็นอุบายไม่ให้เกิดความประมาท และเป็นอุบายให้รู้จริงเห็นจริง เพื่อให้จิตของเรานี้ยอมรับสภาพความเป็นจริงว่า “เราจะต้องตาย” ในเมื่อจิตยอมรับสภาพความเป็นจริงว่า เราจะต้องตายจริงๆ แล้ว เมื่อจะเกิดความขึ้นมาจริงๆ เราจะไม่เกิดความหวาดกลัวต่อความตาย ในเมื่อความรู้แน่ว่า “เราจะตายจริงๆ” แล้ว ความรู้สึกของผู้ปฏิบัติจะเกิดขึ้นอย่างหนึ่งว่า “ก่อนที่เราจะตายนี้เราควรจะได้อะไรดีๆ ติดตัวไปก่อน ถ้าหากไม่สำเร็จ มรรค ผล นิพพาน อย่างน้อยก็จะมีบุญกุศลพอที่จะขึ้นสู่สวรรค์ ก็เป็นที่พอใจแล้ว”

เพราะฉะนั้น ท่านจึงสอนให้ระลึกถึงความตาย เพื่อกระตุ้นเตือนให้ผู้ปฏิบัติไม่เกิดความประมาทในการที่จะปฏิบัติธรรมต่อไป นี้คือหลักการที่เจ้าพระคุณอุบาลีฯ ได้นำมาสอนลูกศิษย์ลูกหาสืบๆ มา ส่วนข้อความพิสดารหรือความละเอียดในเรื่องปัญหาดังที่กล่าวมาแล้วนี้ ขอให้ท่านทั้งหลายได้โปรดค้นตำรา อ่านหนังสือ หรือศึกษาถามครูอาจารย์ต่างๆ

อันดับสุดท้ายนี้ ขอให้คำแนะนำว่า การปฏิบัติธรรม การปฏิบัติกรรมฐาน เราปฏิบัติเพื่อทำจิตของเราให้มีสมาธิ ให้มีสติปัญญา รู้จริง เห็นจริง ในสภาวธรรมตามความเป็นจริง เพื่อให้จิตของเราเป็นอิสระ มีอำนาจเหนืออารมณ์ทั้งปวง เพราะฉะนั้น การปฏิบัติธรรมนี้ จึงไม่จำเป็นจะต้องไปอาศัยพลังจิตของใครมาช่วยจิตของเรา และไม่จำเป็นจะต้องไปอัญเชิญเอาอำนาจบนฟ้า บนสวรรค์มาช่วยให้เราได้ปฏิบัติเห็นผลง่ายๆ บางท่านก็ถามว่า “ทำอย่างไรปฏิบัติธรรมจึงจะเห็นผล ได้ผลเร็ว” คำตอบก็คือว่า “ตั้งใจทำจริงๆ” ถ้าหากว่าท่านจะเป็นนักภาวนา จะนั่งให้ได้ครั้งละ ๑ ชั่วโมง จะปฏิบัติกันวันละ ๔ ชั่วโมงเท่านั้น วันหนึ่งมี ๒๔ ชั่วโมง เราสละเวลามานั่งภาวนาทำสมาธิสัก ๔ ชั่วโมงต่อวัน รับรองว่า จิตของท่านต้องสงบเป็นสมาธิและก็ได้รู้ธรรมเห็นธรรมตามความสามารถ

 ได้กล่าวธรรมะพอเป็นเครื่องเตือนใจของบรรดาท่านผู้ฟังทั้งหลาย ก็เห็นว่าพอสมควรแก่กาลเวลา จึงขอยุติไว้ด้วยประการฉะนี้.


   

 

 [Last Modified: November 4, 2015]  

 

 

 

Visitor Number:
5101538