.

ประวัติพระราชสังวรญาณ (หลวงพ่อพุธ ฐานิโย)

The Biography of Luang Por Puth Thaniyo

 

 

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2010

Your Reading Number:  1147  

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์
 
 

บทความที่ ๓ ประจำปี ๒๕๕๓ หลวงพ่อพุธ ฐานิโย – ประวัติพระราชสังวรญาณ (หลวงพ่อพุธ ฐานิโย)

 

ประวัติพระราชสังวรญาณ

 

พระราชสังวรญาณ (หลวงพ่อพุธ ฐานิโย) เดิมชื่อ พุธ อินทรหา เป็นบุตรคนเดียวของบิดามารดา เกิดที่หมู่บ้านชนบท ตำบงหนองหญ้าเซ้ง (สันประดู่) อำเภอหนองโน จังหวัดสระบุรี เมื่อวันพุธที่ ๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๖๔ เดือน ๓ ปีระกา

บิดาชื่อ พร อินทรหา มารดาชื่อ สอน อินทรหา มีอาชีพทำนา ทำไร ค้าขาย เมื่อท่านอายุได้ ๔ ขวบ บิดามาดาถึงแก่กรรม ญาติที่อยู่ทางจังหวัดสกลนคร จึงได้รับท่านไปอุปการะที่หมู่บ้านโคกพุทรา ตำบลตาลเนิ้ง อำเภทสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร

ต่อมาปี พ.ศ. ๒๔๗๒ ท่านมีอายุได้ ๗ ขวบ ได้เข้าเรียนในโรงเรียนประชาบาลวัดไทรทอง ตำบลตาลเนิ้ง อำเภทสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร และเรียนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ เมื่อมีอายุ ได้ ๑๔ ปีพอดี ในสมัยนั้น ก็นับว่าเป็นการสำเร็จระดับการศึกษาที่สูงพอสมควร หลังจากสำเร็จการศึกษาแล้ว ครูบาอาจารย์ก็ได้ชักชวนให้สมัครเป็นครูสอนที่โรงเรียนเดิมแห่งนั้น  แต่จิตใจของท่านคิดอยากจะออกบวชบรรพชามากว่าที่จะเป็นครูในขณะนั้น ภายหลังต่อมาท่านได้ขอร้องญาติผู้ปกครองให้พาไปบรรพชาเป็นสามเณร ที่วันอินทร์สุวรรณ บ้านโคกพุทรา ตำบลตาลเนิ้ง อำเภทสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร เมื่อ ปี พ.ศ. ๒๔๗๙ ขณะที่อายุครบ ๑๖ ปีบริบูรณ์ โดยมีท่านพระครูวิบูลย์ธรรมขันธ์ เจ้าคณะอำเภอสว่างแดนดิน เป็นพระอุปัชฌาย์  และมีท่านพระครูโพธิภูมิไพโรจน์ เป็นพระบรรพอาจารย์ หลังจากนั้น ท่านได้อาศัยอยู่จำพรรษากับพระครูโพธิภูมิไพโรจน์นั่นเอง และได้รับความเมตตาจากพระอาจารย์ให้ได้ศึกษาทางด้านปริยัติธรรม ซึ่งท่านสอบได้นักธรรมชั้นตรีในพรรษาแรกขณะนั้น

หลังออกพรรษาในปี พ.ศ. ๒๔๘๐ เป็นเหตุบังเอิญที่ท่านเจ้าคุณพระอริยคุณาธาร (ปุสโส เส็ง) ได้เดินธุดงค์มายังจังหวัดสกลนคร ในฐานะเจ้าคณะตรวจการผู้ช่วยภาค ๔ แทนพระอาจารย์ของท่าน คือ ท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจันโท) และได้เกิดความเมตตาต่อท่าน ท่านจึงมีโอกาสได้เดินธุดงค์ติดตามท่านเจ้าคุณอริยคุณาธาร ออกจากอำเภอสว่างแดนดินไปยังจังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งสมัยนั้นการคมนาคมในการเดินทางยังไม่สะดวก จะต้องเดินด้วยเท้าตามทางเกวียน และผ่านป่าเขาใช้เวลาถึง ๓๑ วัน หรือ ๑ เดือน จึงเดินทางถึงจังหวัดอุบลราชธานี ท่านเล่าว่าในระหว่างทางบางทีเหน็ดเหนื่อยมากนักก็พักแรมค้างคืนแห่งละ ๒ – ๓ วัน บางที่ก็เกิดป่ารอนแรมไปหลงป่า หลงดง บางวันไม่ได้ฉันข้าว เพราะหมู่บ้านอยู่ห่างกันมาก เดินทางออกจากหมู่บ้านหนึ่งตั้งแต่เช้าจนค่ำก็ยังไม่เจอหมู่บ้านป่าดงที่ท่านเคยเข้าไป บางครั้งก็ได้ยินเสียงเสือร้อง บางครั้งมันก็กระโดยข้ามทางที่เดินไปก็มี

ในสมัยแรกที่ท่านบรรพชาเป็นสามเณรนั้น ท่านได้บรรพชาในสังกัดคณะมหานิกาย เมื่อไปถึงจังหวัดอุบลราชธานี ได้พักที่วัดบูรพา โดยเป็นลูกศิษย์ของท่านอาจารย์พร (พี่ชายของพรอาจารย์บุญ ชินะวังโส) ท่านอาจารย์พรเป็นลูกศิษย์ของ ท่านอาจารย์เสาร์ กันสีลเถระ ซึ่งขณะนั้นจำพรรษาอยู่ที่วัดบูรพา สามเณรพุธ จึงได้ฝากตัวเป็นลูกศิษย์ของท่านอาจารย์เสาร์ และได้รับการอบรมทางด้านปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ที่วัดบูรพา อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี ท่านได้ศึกษาทางด้านพระปริยัติธรรมด้วย และสอบนักธรรมเอก เมื่ออายุ ๑๘ ปี

ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๘๓ ท่านอาจารย์เสาร์ ได้พาสามเณรพุธเดินธุดงค์จากจังหวัดอุบลราชธานีเข้ากรุงเทพมหานคร และพาไปฝากตัวให้ท่านเจ้าคุณปัญญาพิศาลเถระ (หนู) เจ้าอาวาสวัดปทุมวนาราม อบรมสั่งสอน สามเณรพุธได้ศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกบาลี และสมารถสอบได้เปรียบ ๔ ประโยค ตั้งแต่ยังเป็นสามเณรนั่นเอง ท่านได้จำพรรษาที่วันปทุมวนารามนี้จนครบบวช ท่านจึงได้รับการอุปสมบทในปี พ.ศ.๒๔๘๕ โดยมีท่านเจ้าคุณพระปัญญาพิศาลเถระ (หนู) พระอาจารย์ของท่านเป็นพระอุปัชฌาย์ และได้รับฉายาว่า “ฐานิโย”

หลังจากนั้น ในปี พ.ศ.๒๔๘๗ เป็นสมัยสงครามบูรพาเอเชีย หลวงพ่อพุธ ฐานิโย ได้อพยพกลับไปอยู่ที่จังหวัดอุบลราชธานี โดยกลับไปจำพรรษาที่วัดบูรพาดั้งเดิม และท่านได้เกิดอาพาธหนักเมื่ออายุ ๒๒ ปี เป็นวัณโรคอย่างรุนแรงจนหมอไม่รับรักษา ขณะนั้นท่านอาจารย์ฟั่นได้เดินทางมาจำพรรษาที่วัดบูรพา ตามคำสั่งของสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (ติสโส อ้วน) เช่นกัน พระอาจารย์ฟั่น สอนให้ท่านตั้งใจเพ่งอาการ ๓๒ (อสุภกรรมฐาน และมรณัสสติ) โดยใช้พิจารณาถึงความตายให้มากที่สุด และทั้งยังคอยให้กำลังใจแก่หลวงพ่อพุธ

(เพิ่มเติมหลักการพิจารณาสภาวธรรมแบบปฏิจจสมุปบาท คือ สิ่งทั้งหลายอาศัยกันและกันจึงเกิดมีขึ้นในองค์หรือเหตุปัจจัย ๑๒ อย่าง พิจารณาแบบอนุโลมเทศนา ให้พิจารณาตามลำดับต่อไปนี้ อวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ ชรามรณะ แต่ถ้าพิจารณาแบบปฏิโลมเทศนา ก็เริ่มจากเหตุปัจจัยจากชรามรณะไปหาอวิชชา ตามลำดับย้อนกลับ ซึ่งผลลัพธ์ทำให้เห็นทุกข์ ซึ่งเกิดจาก อุปาทาน กิเลส ที่จิตยึดเหนียวเอาไว้ และหลวงพ่อได้ใช้หลักสามัญลักษณะหรือไตรลักษณ์ ได้แก่ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา คือ ความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ และความไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน ซึ่งอยู่ภายใต้กฎแห่งธรรมชาติที่ว่า “สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นมีความดับไปเป็นธรรมดา” เป็นเครื่องมือสำหรับการพิจารณาสภาวธรรมหรือสภาพธรรมารมณ์ที่เกิดขึ้นในภูมิแห่งอสุภกรรมฐานและมรณัสสติ)

 ท่านเคยเล่าให้ฟังว่า ขณะที่ท่านป่วยเป็นวัณโรคอยู่เกือบ ๑๐ ปีนั้น ท่านต้องรักษาพยาบาลตัวเอง ตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติธรรม เดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนา โดยมุ่งที่จะพิจารณาดูความตาย (มรณัสสติ) โดยคิดว่าก่อนที่เราจะตายนี้ ควรจะได้รู้ว่า ความตายคืออะไร จึงได้ตั้งอกตั้งใจพิจารณาดูความตายอยู่เป็นเวลาหลายวัน ในวันสุดท้ายได้ค้นคว้าพิจารณาดูความตายอยู่ถึง ๗ ชั่วโมง ในตอนแรกเพราะอยากรู้อยากเห็นว่า ความตายคืออะไร เป็นอาการของกิเลส ในเมื่อถูกกิเลสมันปิดบังดวงใจ ความสงบใจที่เป็นสมาธิก็ไม่มี ความรู้แจ้งเห็นจริงก็ไม่มี

ได้เริ่มนั่งสมาธิอยู่ตั้งแต่ ๓ ทุ่ม จนกระทั่งถึงตี ๓ จนเกิดความรู้สึกเหน็ดเหนื่อยแทบจะทนไม่ไหว ในขณะนั้น ความรู้สึกทางจิตมันผุดขึ้นมาว่า ชาวบ้านชาวเมืองทั้งหลายเขานอนตายกันทั้งนั้น ท่านจะมานั่งตาย มันจะตายได้อย่างไร และพร้อม ๆ กันนั้น ก็เอนกายลงนอนอย่างไม่เป็นท่า พอเอนกายนอนลงไปก็กำหนดจิตไปพร้อม ๆ กันด้วย

เมื่อเกิดความหลับขึ้นมา จิตกลายเป็นสมาธิแล้วจิตก็แสดงอาการตายให้เห็น (เกิดภาพนิมิต) คือวิญญาณออกจากร่างกายไปลอยอยู่เบื้องบนเหนือร่างกายประมาณ ๒ เมตร แล้วก็ส่งกระแสมารู้กายที่นอนเหยียดยาวอยู่ แสดงว่าได้รู้เห็นความตาย ลักษณะแห่งความตาย ในเมื่อตายแล้ว ร่ายกายก็ขึ้นอืด เน่าเปื่อย ผุพัง ไปตามขั้นตอน จนเหลือแต่ความว่างเปล่า

ในเมื่อร่างกายที่มองเห็นอยู่นั้น สลายตัวไปหมดแล้ว ก็ยังเหลือแต่จิตว่าง จิตว่างแล้วก็ยังมองเห็นในนิมิตที่โลกคือแผ่นดิน ในอันดับต่อไป ภาพนิมิตโลกคือแผ่นดินก็หายไป เหลือแต่จิตดวงเดียวที่สว่างไสวอยู่ มองหาอะไรก็ไม่เจอ พอจิตมีอาการไหวถอนออกจากสมาธิ ก็เกิดความรู้สึกขึ้นมา ใช่แล้ว ก็เป็นอันว่าได้รู้จริงเห็นจริงในเรื่องของความตาย ด้วยประการฉะนี้

เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๐ ไปจำพรรษาที่เขาสวนกวาง อาการป่วยยังไม่ได้หายขาด ท่านเจ้าคุณอริยคุณาธารเตือนว่า “คุณอย่าประมาท รีบเร่งปฏิบัติเข้า ให้มันได้ภูมิจิตภูมิใจ อนาคตคุณจะไปนั่งเทศในพระบรมมหาราชวัง หลังจากหายป่วยอย่างเด็ดขาด” หลังจากนั้นไม่นานนัก อาการอาพาธของหลวงพ่อพุธ ก็ค่อย ๆ หายไปปกติ นี่เป็นผลจากการใช้สมาธิรักษาอาการป่วยของหลวงพ่อด้วยตนเอง (อ่านเพิ่มเติมในเรื่องที่ ๙ “การปฏิบัติธรรมเพื่อความเป็นพุทธะ”)

หลวงพ่อพุธได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ลำดับล่าสุด เป็นพระราชคณะชั้นราชที่พระราชสังวรญาณในปี พ.ศ. ๒๕๓๕ ในปีเดียวกัน ได้รับรางวัลเสมาธรรมจักรทองคำ ในด้านส่งเสริมการเผยแพร่พระพุทธศาสนาในประเทศ และเป็นผู้ดำริก่อตั้ง “มูลนิธิคณะสงฆ์จังหวัดนครราชสีมา มหานิกายและธรรมยุต” หลวงพ่อได้มรณภาพด้วยอาการสงบ ขณะดำรงำแหน่งเป็นเจ้าคณะจังหวัดนครราชสีมา (ธ) รักษาการเจ้าอาวาส วัดป่าสาลวัน อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา ในวันเสาร์ที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๔๒ เวลา ๐๗.๑๕ น. วันขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๗ รวมอายุ ๗๘ ปี ๓ เดือน ๗ วัน พรรษา ๕๘ ณ โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา

 

วัดป่าสาลวันในสมัยปัจจุบัน

 

            ตั้งแต่เริ่มการก่อตั้งวัดป่าสาลวัน โดยพระญาณวิศิษฏ์สมิทธิราจารย์ (พระอาจารย์สิงห์ ขนตยคโม) เมื่อปีพุทธศักราช ๒๔๗๔ มีเจ้าอาวาสปกครองติดต่อกันมา ดังต่อไปนี้

๑.     พระอาจารย์อ่อน ญาณสิริ

๒.   พระสุธรรมคณาจารย์

๓.    พระราชสังวรญาณ (หลวงพ่อพุธ ฐานิโย)

๔.    พระราชวรญาณ เจ้าคณะจังหวัดนครราชสีมา (ธ)

        รักษาการเจ้าอาวาส (พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๒)

            จากสภาพเดิมของวัดป่าสาลวัน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นป่าไม้เต็งรัง ตั้งอยู่ห่างจากหมู่บ้านประมาณ ๓๐ – ๔๐ เส้น เมื่อเวลาผ่านไปประมาณ ๖๑ ปี วัดป่าสาลวันก็ไปได้เปลี่ยนแปลงไปมาก ทั้งนี้เนื่องจากมีการคมนาคมสะดวกมากขึ้น ประกอบกับมีจำนวนประชากรเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม จึงได้มีการปลูกสร้างอาคารบ้านเรือนอยู่โดยรอบวัด ดังนั้น วัดจึงกลายสภาพคล้ายกับตั้งอยู่ในใจกลางของหมู่บ้าน

            เมื่อพระเดชพระคุณ พระราชสังวรญาณ (หลวงพ่อพุธ ฐานิโย) รับเป็นเจ้าอาวาสตั้งแต่พุทธศักราช ๒๕๑๓ จนถึงปัจจุบัน มีศิษยานุศิษย์ผู้มีจิตศรัทธาร่วมกันถวายการก่อสร้างสังฆาวาส และสาธารณูปการต่าง ๆ ขึ้นใหม่ในวัดเป็นจำนวนมาก อาทิเช่น สร้างประกาภายในวัด สร้างกำแพงล้อมรอบวัด สร้างศาลาโรงครัว ๒ ชั้น สร้างห้องสุขา ตัดถนนติดต่อกันภายในวัด สร้างกุฏิพระสงฆ์และแม่ชี สร้างกุฏิเจ้าอาวาส ปรับปรุงศาลาการเปรียญชั้นล่างให้เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม และตั้งศูนย์สมาธิภาวนาวัดป่าสาลวันขึ้น เป็นต้น

            ในปัจจุบัน วัดป่าสาลวัน มีเนื้อที่ ๔๓ ไร่ ๑ งาน ๖๘ ตารางว่า มีกุฏิ ๘๔ หลัง มีอาณาเขตติดต่อภายนอก ดังนี้

                        ทิศตะวันออก จรดทางสาธารณประโยชน์     หนองแก้ช้าง

                        ทิศตะวันตก   จรดทางสาธารณประโยชน์     ที่ดินการรถไฟ

                        ทิศเหนือ           จรดทางสาธารณประโยชน์    ที่ดินการรถไฟ

                        ทิศใต้               จรดทางสาธารณประโยชน์     หนองแก้ช้าง

 

 

 

คำแนะนำในการปฏิบัติภาวนาและสมาธิ

โดย อาจารย์นิธี ศิริพัฒน์

            

ในการปฏิบัติภาวนาและสมาธินั้น เป็นความสัมพันธ์ระหว่างกายกับใจ สำหรับ “กาย” นั้น หมายถึง ตัวลมหายใจเข้าออกตลอดเวลา ไม่ว่าจะอยู่ในสภาพไหนก็ตาม ส่วน “ใจ” นั้น หมายถึง ดาวจิตที่ทรงสมาธิอยู่ คือ อยู่ในภูมิแห่งเอกัคคตาจิต หรือจิตรวมตัวเป็นหนึ่งเดียว และมีดวงจิตที่ครอบสติสัมปชัญญะอยู่อีกหนึ่งดวง คือ มีความรู้สึกตัวในอารมณ์ธรรมทุกอย่าง เพื่อกำกับดูแลดวงจิตที่ทรงสมาธิอยู่ เมื่อพิจารณาในภาพรวมทั้งหมด การปฏิบัติภาวนาและสมาธินั้น จึงหมายรวมถึง “ดวงจิต” ประการเดียวเท่านั้น สภาวธรรมหรือธรรมชาติที่เราได้เรียนรู้ไม่ว่าจะเป็น “รูปธรรม” หรือ “นามธรรม” (อรูปธรรม) ประการใดก็ตาม จะหมายถึง “ดวงปัญญา” ในลักษณะที่เป็น “ภาวนามยปัญญา” คือ ปัญญาที่มีภูมิเกิดมาจากภูมิแห่งวิปัสสนากรรมฐานเท่านั้น ซึ่งเป็น “สัจจธรรม” แห่งพุทธะ หรือคุณธรรมนั่นเอง คือ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “คุณธรรมแห่งพุทธภูมิ”       เพราะฉะนั้น เพื่อให้ผู้ปฏิบัติธรรมด้านการภาวนาและสมาธิ ควรจะได้รับประโยชน์สูงสุดในด้านการปฏิบัติอย่างจริงจังนั้น จำเป็นต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับหลักปฏิบัติในเบื้องต้น คือ “อินทรีย์ ๕” หรือ “พละ ๕”ได้แก่

 (๑) “ศรัทธา” คือ ความเชื่อมั่นในสมรรถภาพของหรือ “จิตตานุภาพ” ตัวเอง เมื่อเราสามารถจะปฏิบัติได้ ในเมื่อเกิดศรัทธาความเชื่อมั่นในแนวทางปฏิบัติในเบื้องต้น จากอาจารย์ผู้ฝึกอบรมจิต ภาวนา สมาธิ วิปัสสนากรรมฐานนั้น ๆ

(๒) “วิริยะ” คือ ความพากความเพียร มันก็เกิดขึ้นเป็นเงาตามตัว เมื่อมีศรัทธา มีวิริยะ ความตั้งใจ คือ สิตย่อมเกิดขึ้น

(๓) “สติ” คือ ความระลึกได้ เมื่อมีศรัทธา วิริยะ สติ ความมั่นคงของจิตมันก็เกิดขึ้น แม้จะเป็นความมั่นคงโดยการข่มหรือโดยความตั้งใจก็ตาม แล้วในที่สุดเพราะอาศัยความข่ม อาศัยความตั้งใจ จิตมันก็จะเป็นสมาธิโดยอัตโนมัติ

(๔) “สมาธิ” คือ ความตั้งจิตมั่น เมื่อมีสมาธิแล้ว ตัวปัญญาย่อมจะเกิดขึ้น

(๕)“ปัญญา” คือ มีความรู้ทั่วชัด นั่นเอง

            สูตรความสำเร็จในการปฏิบัติธรรมอีกประการหนึ่ง คือ (๑) “ภาวิตา” การปฏิบัติจริง ทำจริง ไม่ลังเลสงสัย หรือฟุ้งซ่าน มีใจแน่วแน่ในการปฏิบัติ และ (๒) “พหุลีกตา” กระทำให้มาก ๆ หรืออบรมให้มาก ๆ เพื่อให้เกิดความชำนิชำนาญในทางปฏิบัติ ขอให้ผู้ปฏิบัติธรรมทุกท่านประสบความสำเร็จในการปฏิบัติธรรมดังตามความปรารถนาทุกประการ

 

                                                                                              อาจารย์นิธี ศิริพัฒน์

                                                                                    วันพุธที่ ๒๗ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๓

 


   

 

 [Last Modified: November 4, 2015]  

 

 

 

Visitor Number:
5101577