.

ภาพนิมิตกับวิปัสสนากรรมฐาน

Mental Images and Insight Development

 

 

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2010

Your Reading Number:  937  

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์
 
 

บทความที่ ๘ ประจำปี ๒๕๕๓ หลวงพ่อพุธ ฐานิโย – ภาพนิมิตกับวิปัสสนากรรมฐาน

  

ท่านผู้เจริญทั้งหลาย บัดนี้เป็นโอกาสที่จะได้ฟังธรรม ความจริงนั้น การฟังธรรมถ้าได้นั่งสมาธิไปพร้อมๆ กันจะเป็นการดี จึงขอเชิญทุกท่าเตรียมนั่งสมาธิ ในท่าที่ท่านเห็นว่าเป็นที่สบายแก่ตัวเอง การน้อมนึกถึง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และการเจริญเมตตา หรือการเจริญพรหมวิหาร การระลึกถึงคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ การพรรณนาคุณพระพุทธ คุณพระธรรม คุณพระสงฆ์  ท่านทั้งหลายก็ได้ทำเป็นกิจเบื้องต้น สำเร็จไปแล้ว ต่อไปนี้เป็นโอกาสที่จะได้ตั้งใจปฏิบัติธรรม เมื่อท่านทั้งหลายได้เตรียมนั่งเป็นที่สบายแก่ตัวเองแล้ว ในอันดับต่อไป จงทำใจให้สบาย กำหนดรู้ลงที่ใจของตัวเอง ความรู้สึกอยู่ที่ไหน ใจอยู่ที่นั่น ใจรู้อยู่ที่ไหน พระพุทธเจ้าอยู่ที่นั่น ถ้าใจทรงไว้ซึ่งรู้อยู่เป็นปกติไม่หวั่นไหว พระธรรมก็อยู่ที่นั่น ถ้าใจมีสติสัมปชัญญะ สังวรระวัง หรือควบคุมความรู้สึกให้อยู่ที่รู้ คือ ที่ใจนั่นเอง พระสงฆ์ก็อยู่ที่นั่น

ดังนั้น พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ (พระรัตนตรัย) จึงอยู่ที่ใจของเราท่านทุกคน เพราะอะไร พระพุทธเจ้า แปลว่า ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ใจของท่านเป็นผู้รู้ คือ รู้สึกสำนึกผิดชอบชั่วดี เป็นผู้ตื่น คือ ตื่นจากหลับ คือ ความประมาท แล้วก็มามีสติสำรวมใจให้อยู่ในสภาวะที่รู้สึกสำนึกผิดชอบชั่วดี ทรงไว้ซึ่งความรู้สึกอันนี้ตลอดเวลา ท่านก็มีพระธรรมอยู่ในใจ การที่สังวรระวังรักษาความรู้สึก สำนึกผิดชอบชั่วดี ให้ทรงอยู่ในความรู้สึกเป็นปกติ คือ การสำรวมสตินั่นเอง ก็มีพระสงฆ์อยู่ในใจ ผู้มีสภาวะความรู้สึกสำนึกผิดชอบชั่วดีอยู่ในใจ จะต้องเป็นผู้ตื่น เป็นผู้ไม่ประมาท เป็นผู้มีสติสัมปชัญญะ คอยระมัดระวังความประพฤติของตัวเอง ซึ่งเป็นทางกาย ทางวาจา ไม่ให้ละเมิดข้อกฎซึ่งเราถือว่าเป็นความชั่ว สังวรระวังจิตใจไม่ให้สร้างบาปอกุศลขึ้น แม้ว่าจะมีความรู้สึกสำนึกในความชั่ว คือ อกุศล อยู่ก็ตาม แต่ก็พยายามสกัดกั้นอดทน ไม่ให้ใจที่ชั่วนั้นมีอำนาจที่จะบังคับกายวาจาให้ประพฤติชั่ว คือ ไม่ให้ละเมิดศีล ๕ ข้อนั่นเอง

พอพูดมาถึงศีล ๕ บางท่านอาจจะเคยคิดและสงสัยในคำที่ว่า พระพุทธเจ้าสอนให้ละชั่ว ให้ประพฤติดี เราจะถือหลักเกณฑ์อะไรเป็นการละชั่วและประพฤติดี การละชั่วโดยทั่วๆ ไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ระดับของฆราวาสผู้ครองเรือน เบญจศีล หรือศีล ๕ ข้อนั่นแหละ เป็นหลักการละความชั่ว การละความชั่วตามกฎของ “ศีล ๕ ข้อ” นั้น  คือ มีเจตนางดเว้นตามข้อนั้นๆ โดยเด็ดขาด ไม่ได้ละเมิดล่วงเกินข้อใดข้อหนึ่ง ก็เป็นอันว่าการกระทำชั่วซึ่งจะเป็นผลเพิ่มให้ท่านต้องไดรับผลในปัจจุบันหรือในอนาคต หรืออนาคตที่ท่านถึงแก่ความตายไปแล้ว จะพึงไปเกิดใหม่ ย่อมไม่มี เพราะการทำความชั่วที่จะต้องมีผลเพิ่มหรือสะสมเอา มีแต่การละเมิดศีล ๕ ข้อเท่านั้น นี่พูดเฉพาะชาวบ้านโดยทั่วๆ ไป ดังนั้น ท่านผู้ใดก็ตาม ในเมื่อได้สังวรระวังรักษาศีล ๕ ข้อ ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์เต็มที่แล้ว ก็ควรที่จะได้ภูมิใจว่า เรามีคุณธรรมอันเป็นพื้นฐาน มีคุณธรรมอันสามารถปราบปรามอำนาจของกิเลสที่จะพึงล่วงเกินได้ด้วย กาย วาจา ใจ ได้โดยเด็ดขาดแล้ว ถ้าหากท่านจะพิจารณารู้ซึ้งลงไปว่า จิตใจของเรานี้มีความมั่นคง เราไม่สามารถที่จะละเมิดศีล ๕ ข้อได้ แม้ข้อใดข้อหนึ่ง เราสามารถที่จะสละชีวิตบูชาคุณธรรม คือ ศีล ๕ ข้อนี้ได้ แม้ว่าใครจะมาบังคับให้เราต้องละเมิดศีล ๕ ข้อใดข้อหนึ่งโดยขู่เข็ญว่า ถ้าท่านไม่ละเมิดศีลข้อใดข้อหนึ่งใน ๕ ข้อนี้ เราจะประหารชีวิตท่านให้ตาย ผู้ตั้งมั่นในศีล ๕ อย่างแท้จริง ย่อมยอมสละชีวิตของตัวเองเพื่อบูชาคุณธรรม คือ ศีล ๕ ถ้าหากใครสละชีวิตบูชาคุธรรม คือ ศีล ๕ ได้เด็ดขาด ไม่ยอมละเมิดล่วงเกินแม้ชีวิตจะแตกดับก็ตาม ผู้นั้นได้ชื่อว่าเป็นผู้มีคุณสมบัติของพระโสดาบัน ถึงแม้ไม่เป็นพระโสดาบันก็ใกล้ต่อความเป็นพระโสดาบัน เพราะลักษณะของพระโสดาบันนั้น จะเคร่งในศีล ๕ ข้อเด็ดขาด มีความรักในพระพุทธเจ้า ในพระธรรม ในพระสงฆ์ อย่างซาบซึ้ง มีความเลื่อมในในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อย่างแน่นอน ไม่มีการกลับกลอกเปลี่ยนแปลง แม้ว่าใครจะมาขู่เข็ญให้เลิกไหว้พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ถ้าไม่ไหว้ ฉันจะประหารชีวิตให้ตาย

ผู้มีคุณธรรมที่รักในพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ จะต้องยอมเสียสละชีวิตของตัวเอง เพื่อบูชาคุณธรรมนั้นๆ โดยจะไม่ยอมปฏิบัติตามคำขู่เข็ญของผู้มีอำนาจที่จะมาขู่เข็ญให้เราละเมิดล่วงเกิน หรือละทิ้งสิ่งที่เรานับถืออยู่ อันนี้คือคุณสมบัติของความเป็นพระโสดาบัน ถ้าหากท่านผู้มีจิตใจที่มั่นคงถึงขนาดนี้ แม้หากยังไม่ถึงความเป็นพระโสดาบัน แต่ก็ใกล้แห่งความเป็นพระโสดาบัน คุณธรรมที่เราจะได้จากการปฏิบัตินั้น นอกจากจะได้บรรลุพระโสดาบันแล้ว ที่รองๆ ลงมาก็คือ ความเลื่อมใสในพระรัตนตรัย ปฏิญาณตนถึงพระรัตนตรัย  ยึดเอาพระรัตนตรัยเป็นสรณะที่พึ่งที่ระลึกอย่างเหนียวแน่ โดยไม่กลับกลอกเปลี่ยนแปลง พอแสดงว่าท่านผู้นั้นรู้สภาพความเป็นจริงของ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ซึ่งท่านผู้ถึงคุณธรรมแบบนี้แล้ว เขาจะไม่มีความเข้าใจว่า พระพุทธเจ้าก็ดี พระธรรมก็ดี พระอริยสงฆ์ก็ดี อยู่ที่อื่น นอกจากกายและใจของเขา เขาจะมีความรู้สึกซาบซึ้งลงไปว่า พระพุทธเจ้าก็อยู่ที่ใจ พระธรรมก็อยู่ที่ใจ พระอริยสงฆ์ก็อยู่ที่ใจ คือ คุณสมบัติแห่งความเป็น ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน นั่นเอง สภาวะผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ซึ่งเกิดขึ้นภายในจิตของผู้บำเพ็ญธรรม ถ้าท่านสามารถบำเพ็ญให้เกิดขึ้นได้พร้อมบริบูรณ์เมื่อไร ได้ชื่อว่ามีใจเป็นพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ เป็นตัวเป็นตน ท่านเจ้าชายสิทธัตถะ ที่เรายอมรับว่าท่านเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็เพราะว่าท่านได้บรรลุ “คุณธรรม” คือ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน นั่นเอง ดังนั้น พระพุทธเจ้าก็ดี พระธรรมก็ดี พระอริยสงฆ์ก็ดี จึงเป็นคุณธรรมซึ่งเกิดขึ้นภายในจิตของผู้บำเพ็ญธรรม คือ ผู้ปฏิบัติสมถกรรมฐาน และวิปัสสนากรรมฐาน ไม่ใช่สิ่งที่มีตัวตนมาปรากฏ

ดังนั้น ในขณะใดที่นักภาวนา หรือนักบำเพ็ญสมถกรรมฐาน หรือวิปัสสนากรรมฐาน ได้ตั้งใจแน่วแต่ต่อการปฏิบัติ ถ้าท่านตั้งความรู้สึกในเบื้องต้นว่า พระพุทธเจ้าคือ คุณธรรม พระธรรมคือ คุณธรรม พระอริยสงฆ์คือ คุณธรรม แล้วท่านก็บำเพ็ญปฏิบัติไปตามวิถีแห่งการบำเพ็ญจิต เมื่อจิตสงบลงไปแล้ว ท่านก็จะรู้สัมผัสถึงคุณธรรม พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ เท่านั้น แต่ถ้าท่านตั้งปณิธานไว้ว่า เมื่อข้าพเจ้าปฏิบัติบำเพ็ญแล้ว ขอให้พระพุทธเจ้าเสด็จมาหาข้าพเจ้า ให้ข้าพเจ้าได้พระพุทธเจ้า เมื่อปฏิบัติจิตสงบสว่างลงไปแล้ว กระแสจิตส่งออกไปข้างนอก ท่านจะมองเห็นพระพุทธเจ้าเสด็จมาหาท่าน เมื่อท่านเห็นพระพุทธเจ้าเสด็จเข้ามาหาท่าน ความรู้สึกของท่านจะรู้สึกว่า พระพุทธเจ้ามีรูปร่างเป็นตัวเป็นตน เพราะอาศัยกิเลส คือ ตัวอุปาทาน ยึดว่าพระพุทธเจ้าเป็นตัวเป็นตนเท่านั้นเอง เมื่อพระพุทธเจ้าเข้ามาประทับภายในจิตใจของท่าน

บางทีท่านจะพบกับพระพุทธเจ้าปลอม คือ ปลอมเข้ามาเป็นพระพุทธเจ้าทรงในจิต แล้วก็จะแสดงอาการไปต่างๆ นานา ซึ่งสุดแท้แต่วิถีจิตของท่านจะปรุงไปตามอำนาจแห่งโมหะ คือ ความหลง เพราะท่านหลงว่าพระพุทธเจ้ามีตัวมีตน จิตของท่านเป็นผู้หลง ในเมื่อจิตของท่านเองหลง จิตของท่านก็ต้องสร้างพระพุทธเจ้าเป็นตัวเป็นตนขึ้นมา ทั้งสองอย่างนี้อะไรผิด อะไรถูก การนึกสร้างพระพุทธเจ้าเป็นตัวเป็นตนขึ้นมานั่นเอง เป็นสิ่งที่ผิดและเคลื่อนคลาดจากพุทธพจน์อย่างให้อภัยไม่ได้

เพราะฉะนั้น นักปฏิบัติทั้งหลายพึงสังวรระวังเกี่ยวกับเรื่องนิมิตต่างๆ ถ้าท่านภาวนาแล้วเกิดนิมิตต่างๆ ขึ้นมา จะเห็นภาพคน หรือสัตว์ หรือภาพเทวดา หรือพระพุทธเจ้า หรือพระสงฆ์ ทั้งหลายก็ตาม ถ้าจิตของท่านไปสำคัญมั่นหมายว่า สิ่งนั้นเป็นตัวเป็นตนมาจากที่อื่น นั่นเป็นการเข้าใจผิด ทางที่ถูกต้องนั่น คือ จิตของท่านเป็นผู้ปรุงแต่งขึ้นมาเอง ถ้าท่านนึกว่าพระพุทธเจ้ามีตัว ท่านก็ต้องเห็นพระพุทธเจ้าเป็นตัว ถ้าท่านึกว่าพระธรรมเป็นตัว เมื่อจิตสงบลงไปแล้ว ท่านจะเห็นคัมภีร์พระธรรม ถ้าหากท่านคิดว่า พระสงฆ์เป็นตัวเป็นตน เมื่อจิตสงบลงไปแล้ว ท่านจะเห็นพระสงฆ์เป็นตัวเป็นตน หรือเป็นหมู่เป็นพวกเดินเข้ามาหาท่าน หรือเดินผ่านท่านไป สิ่งทั้งหลายเหล่านี้มันเกิดขึ้นเพราะอุปาทานที่ท่านคิดว่าอยากรู้อยากเห็น ระดับจิตที่สงบลงเป็นสมาธิในขั้นอปจารสมาธินั้น ถ้าจิตมันปรุงแต่งอะไรขึ้นมาในขณะนั้น มันจะกลายเป็นตัวเป็นตนไปหมด เพราะสิ่งที่ท่านมองเห็นนั้น รู้สึกมองเห็นด้วยตาธรรมดา ตาท่านหลับอยู่แต่ท่านก็สามารถมองเห็นได้

ทำไมจึงมองเห็นได้ ก็เพราะว่าจิตของท่านเป็นผู้ปรุงแต่งเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา อันนี้พึงสังวรระวัง ในเมื่อเหตุการณ์ดังกล่าวนี้เกิดขึ้นมาแล้ว ควรจะปฏิบัติต่อนิมิตทั้งหลายนี้อย่างไร เมื่อมีเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้น

๑.      ท่านอย่าไปเอะใจ อย่าไปตื่นในการที่ได้พบเห็น ให้ประคองจิตอยู่ในท่าทีที่สงบเป็นปกติ

๒.    อย่าไปยึดว่าสิ่งนั้นหรือนิมิตต่างๆ นั้นเป็นจริง ถ้าจริงมันสงสัย

สมาธิอ่อนๆ กระแสจิตส่งออกไปข้างนอกให้ประคองจิตให้เป็นสมาธิไว้ได้นานๆ ภาพนิมิตเหล่านั้นเหล่านั้นจะอยู่ให้ท่านดูท่านชม บางทีท่านอาจจะนึกว่าภาพนิมิตที่มองเห็นนั้นเป็นสิ่งสนุกเพลิดเพลิน สนุกยิ่งกว่าไปดูหนัง อันนี้แล้วแต่มันจะเป็นไปตามอำนาจกิเลสของใคร แต่ถ้าผู้เห็นนิมิตนั้น เคยมีสมาธิดี มีสติปัญญาดี อาจจะจับเอานิมิตนั้นเป็นเครื่องรู้ของจิตเป็นเครื่องระลึกของสติ พิจารณาเป็นกรรมฐานในแง่ของวิปัสสนาเลย กำหนดหมายว่า นิมิตนี้ก็ไม่เที่ยง เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป นิมิตนี้ก็ไม่เที่ยง เกิดขึ้นแล้วก็มีการเปลี่ยนแปลงยักย้ายอยู่เสมอ ถ้าท่านสามารถกำหนดพิจารณาได้อย่างนี้ ท่านก็จะได้ความรู้ในแง่วิปัสสนากรรมฐาน เรื่องนิมิตต่างๆ นี้ ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายโดยถ่ายเดียว เป็นสิ่งที่ให้ทั้งคุณ เป็นสิ่งที่ให้ทั้งโทษ ถ้าผู้ปฏิบัติกำหนดหมายเอานิมิตเป็นเครื่องรู้ของจิต เป็นเครื่องระลึกของสติ เป็นอารมณ์ที่จะน้อมนึกพิจารณาวิปัสสนากรรมฐาน หรือสมถกรรมฐานก็แล้วแต่ ย่อมได้ประโยชน์สำหรับผู้มีสติปัญญา สามารถรู้เท่าทันนิมิตนั้นๆ แต่ถ้าผู้ที่หลงว่าเป็นจริงเป็นจัง จิตอาจจะไปติดนิมิตนั้นๆ ชอบอกชอบใจในนิมิตนั้น บางทีก็ไปเที่ยวกับนิมิตนั้น เขาพาไปไหนก็ไป พาลงนรกก็ไป พาขึ้นสวรรค์ก็ไป พาไปไหว้พระธาตุเกตุแก้วจุฬามณีก็ไป ซึ่งพระธาตุเกตุแก้วจุฬามณีหรือนรกสวรรค์นั้น เป็นจริงหรือไม่จริงนั้น ไม่ขอตัดสิน และไม่ขอวิพากษ์วิจารณ์ ฝากเอาไว้ให้ผู้รู้ทั้งหลายได้พิจารณาเอาเอง

ทางหลักพระพุทธศาสนาของเรา รับรองว่ามีนรก มีสวรรค์ มีเทวดา มีภูตผีปีศาจ มีวิญญาณในโลกอื่น จึงไม่กล้าจะเอาสิ่งที่เรามองเห็นด้วยตามาชี้แจงอธิบายให้ผู้ฟังทั้งหลายได้ฟัง ฝากเอาไว้ให้ท่านนักปฏิบัติหรือผู้ฟังทั้งหลายได้โปรดพิจารณาเอาเอง เพราะสิ่งเหล่านั้นมันเป็นทางผ่านของผู้บำเพ็ญจิต แต่ถ้าจะเปรียบเทียบกับนิมิตต่างๆ ซึ่งเกิดขึ้นในขณะที่เราพิจารณากรรมฐาน โดยยกเอากายของเราเป็นเครื่องรู้ของจิต เป็นเครื่องระลึกของสติ จะน้อมนึกพิจารณาไปในแง่อสุภะไม่สวยไม่งามก็ตาม จะน้อมนึกพิจารณาในแง่ว่า การเป็น ธาตุ ๔ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ ก็ตาม ในเมื่อจิตสงบลงไปแล้ว ยิ่งรู้ยิ่งเห็นจริงในอสุภกรรมฐานหรือในธาตุกรรมฐาน จนมองเห็นอสุภกรรมฐานว่า ร่างกายนี้เป็นของปฏิกูลเน่าเปื่อย น่าเกลียด ผุพัง สลายตัวไปจนไม่มีอะไรเหลือ และมองเห็นว่าร่างกายนี้เป็นธาตุ ๔ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ อย่างชัดเจนแล้วสลายตัวไปโดยไม่มีอะไรเหลืออยู่ ยังเหลือแต่สภาพจิตที่สงบนิ่ง ใสบริสุทธิ์ สะอาด สิ่งที่รู้เห็นทั้งหลายหายไปหมดแล้ว ยังเหลือแต่จิตดวงเดียวล้วนๆ แต่เมื่อจิตถอนจากสภาพความเป็นเช่นนั้นแล้วมาสู่ปกติธรรมดา เหมือนกับเรานั่งฟังเทศน์กันอยู่เดี๋ยวนี้ ร่างกายที่มองเห็นว่าสาบสูญหรือละลายหายไปนั้น ก็ยังปรากฏว่ามีอยู่ จะปรากฏว่าละลายหายไป หรือเป็นปฏิกูลเฉพาะในขณะที่อยู่ในสมาธิเท่านั้น เพราะฉะนั้น สิ่งที่รู้เห็นอันนี้เป็นแต่เพียงนิมิต ซึ่งหลักของการปฏิบัติสมถกรรมฐานนั้น เมื่อจิตเพ่งจดจ่ออยู่ในที่รู้แน่วแน่แล้ว นิมิตย่อมจะเกิดขึ้น

ในอันดับแรก เรียกว่า “อุคคหนิมิต” ในอันดับต่อไปเรียกว่า “ปฏิภาคนิมิต” อุคคหนิมิตจิตจดจ่อรู้ในสิ่งๆ เดียวอย่างแน่วแน่ไม่มีการเปลี่ยนแปลง นิมิตนั้นก็อยู่ในสภาพปกติ จิตก็อยู่ในสภาพปกติ แต่รู้เห็นกันอย่างติดหูติดตา หลับตาก็เห็น ลืมตาก็เห็น อันนี้เรียกว่า “อุคคหนิมิต”

ทีนี้ถ้าหากว่าจิตสามารถปฏิวัติความเปลี่ยนแปลงของนิมิตให้มีอันเป็นไปต่างๆ ขยายให้ใหญ่โตขึ้นหรือย่อให้เล็กลง หรือถึงขนาดสลายตัวไปไม่มีอะไรเหลือ จิตก็ก้าวขึ้นสู่ภูมิของ “ปฏิภาคนิมิต” ถ้าหากว่าในขณะที่นิมิตมีความเปลี่ยนแปลงยักย้ายอยู่อย่างนั้น ถ้าจิตสำคัญมั่นหมายในการเปลี่ยนแปลงของนิมิต โดยกำหนดเอา “อนิจจสัญญา” คือ ความจำมั่นหมายว่าไม่เที่ยง เข้ามาแทรกความรู้เห็นในขณะนั้นโดยอัตโนมัติ จิตของท่านจะกลายเป็นเดินภูมิวิปัสสนากรรมฐานไป และนิมิตที่ปรากฏนั้นก็ปรากฏเฉพาะในขณะที่อยู่ในสมาธิเท่านั้น

ในขณะที่อยู่ในสมาธินั้น จิตของท่านรู้กายของท่านเองว่าเป็นอสุภกรรมฐาน คือ เน่าเปื่อย ผุพัง และรู้ว่ากายของท่านเป็น “ธาตุกรรมฐาน” คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ ในที่สุดกายของท่านที่รู้นั้นก็สลายตัวไป แต่เมื่อท่านตื่นจากสมาธิขึ้นมาแล้ว กายก็ยังอยู่หาได้สลายไปไม่ เพราะฉะนั้น จึงทำให้สันนิษฐานตัดสินได้ว่า บรรดานิมิตทั้งหลายที่ผ่านเข้ามาในขณะที่เราทำสมาธิภาวนานั้น จึงใคร่ที่จะขอเตือนให้บรรดานักปฏิบัติทั้งหลายในสังวรระวังเอาไว้ก่อนว่า ปรากฏการณ์ทั้งหลายเหล่านั้นเป็นเรื่องจิตของท่านปรุงแต่งขึ้นมา เมื่อท่านสำคัญมั่นหมายว่าธรรมะเป็นตัวเป็นตน ตัวตนก็จะปรากฏขึ้นมาให้ทานรู้ให้ท่านเห็น ถ้าท่านท่านสำคัญมั่นหมายว่าธรรมะ เป็นแต่คุณธรรมหรือนามธรรม ท่านก็จะสัมผัสเพียงแค่นามธรรมหรือคุณธรรมเท่านั้น นี่คือทางเกิดของนิมิตหรือไม่เกิดของนิมิต ในขั้นนี้เรื่องราวหรือนิมิตอะไรจะพึงเกิดขึ้นภายในจิตของผู้ปฏิบัติอยู่ก็ตาม ให้สังวรระวังรักษาความรู้สึกนึกคิดเอาไว้ว่า สิ่งนี้คือจิตของเราปรุงแต่งขึ้น ในขณะที่จิตของเรามีสมาธิเอาความรู้สึกอันนี้มาสกัดกั้นเอาไว้ก่อนเพื่อป้องกันไม่ให้จิตของเราหลงหรือรู้ผิด นี้คือหลักการปฏิบัติที่เราพึงสังวรระวัง

การฟังธรรมะเกี่ยวกับเรื่องปริยัติธรรมก็ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องปริยัติธรรมนั้น เข้าใจว่าท่านผู้ฟังทั้งหลายนี้ได้ศึกษาและมีความรู้มากมายกว้างขวางพิสดาร บางทีบางท่านอาจจะเคยศึกษาพระอภิธรรมชั้นตรี โท เอก มาแล้ว การฟังหรือการศึกษาปริยัติธรรมนี้ สำหรับสมาคมของเราหรือที่ประชุมของเราในขณะนี้ เข้าใจว่าทุกท่านมีความรู้ความเข้าใจธรรมะในทางด้านปริยัติมากมายพอสมควร ดังนั้น การที่จะกล่าวพรรณนาหรืออธิบายเรื่องเกี่ยวกับธรรมะหรือภูมิจิตภูมิใจนั้น อาตมาเห็นว่าไม่จำเป็นที่จะต้องอธิบายให้ยืดยาวกว้างขวาง จึงใคร่ที่จะขอให้ท่านสนใจในหลักแห่ง “โพชฌงค์” (เพิ่มเติมธรรมที่เป็นองค์แห่งการตรัสรู้ ได้แก่ สติ ธัมมวิจยะ วิริยะ ปีติ ปัสสัทธิ สมาธิ และอุเบกขา) เราควรจะทำให้มากๆ อบรมให้มากๆ ฐานที่อบรมสติ เราก็กำหนดหมายเอาว่าให้จิตของเรามีเครื่องรู้ให้สติมีเครื่องระลึก เช่น “กายคตาสติ” สติระลึกไปในกาย พิจารณาให้รู้กายภายใน พิจารณาให้รู้กายภายนอก สำหรับกายภายในทำความเข้าใจง่ายๆ ก็คือ กายของตัวเอง ส่วนกายภายนอกก็เหมือนกายของผู้อื่น ทั้งในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่หรือไปเห็นภายนอกที่ตายแล้ว แล้วก็มาน้อมนึกพิจารณาเพื่อน้อมเข้ามาเปรียบเทียบกับตัวเอง เช่น อย่างเห็นเพื่อนฝูงที่เขาถึงแก่ความตายไปแล้ว เมื่อเขาตายไปแล้วร่างกายเขาจะต้องตายเน่าเปื่อยผุพังลงไป และคนที่ตายแล้วเมื่อก่อนก็ยังเป็นเพื่อนเป็นฝูงเป็นมิตรสหาย และเคยไปวัดไปวาฟังเทศน์ฟังธรรมร่วมกัน แต่มาบัดนี้เขาได้ตายไปแล้ว แล้วเราก็น้อมมาเปรียบเทียบกับตัวของเราว่า เพื่อนของเราตายเป็น วันหนึ่งข้างหน้าเราก็ย่อมตายเป็นเหมือนกัน ให้คิดเอามันง่ายๆ อย่างนี้

เหตุผลที่เราจะต้องเข้าใจและมีความซาบซึ้งเอาง่ายๆ เช่นนั้น ก็เพราะว่าอะไรก็ตามที่สามารถนำมาเป็นอุบายให้เราได้รู้ง่ายๆ หรือเข้าใจได้อย่างง่ายๆ จิตของเรายอมรับจะซาบซึ้งลงไปง่ายๆ ได้ แม้ว่าจะไม่ต้องตามแบบแผนนัก แต่มันสามารถเป็นอุบายทำจิตให้มันรู้ซึ้งลงไป ก็เอาสภาวธรรมที่เราจะพึงกำหนดรู้ หรือจะเอามาเป็นเครื่องรู้ของจิตและเครื่องระลึกของสตินั้น ไม่เฉพาะแบบที่เราได้ท่องบ่นสาธยายจนจำได้นั้นหรอก แม้แต่ข้าวเมล็ดหนึ่งซึ่งเราบริโภคเข้าไปแต่ละวันๆ เราสามารถหยิบยกขึ้นมาเป็นอารมณ์กรรมฐานได้ พิจารณาให้มันรู้ที่เกิดดับของข้าวเมล็ดนั้น แล้วพิจาณาให้มันรู้ความเปลี่ยนแปลงยักย้ายของข้าวเมล็ดนั้น อาศัยข้าวเมล็ดเดียวเป็นอารมณ์ของกรรมฐาน ถ้าจิตรู้ซึ้งเห็นจริงด้วยความเป็นสมาธิ มีสติปัญญา   มันก็ใช้เป็นอุบายให้เราบรรลุถึงขั้นสมถกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐานได้เหมือนกัน

เกี่ยวกับเรื่องบริกรรมภาวนานั้น เคยได้กล่าวเสมอว่า บริกรรมภาวนาทุกชนิดหรือทุกอย่าง เฉพาะในหลัก “อนุสสติ ๑๐”  อนุสสติตั้งแต่ข้อที่ ๑ ถึงข้อที่ ๘ นั้น ข้อ ๑ ก็คือ พุทธานุสสติ ข้อ ๒ ธัมมานุสสติ ข้อ ๓ สังฆานุสสติ และเทวตานุสสติ และอุปสมานุสสติ เป็นลำดับ เรื่องของอนุสสติ ๘ ข้อนี้ จะเกี่ยวเนื่องด้วยบริกรรมภาวนา ขึ้นชื่อว่าบริกรรมภาวนานี้ ใครจะบริกรรมภาวนาอย่างไรก็ตาม จะบริกรรมภาวนาเป็นทั้งวันทั้งคือก็ตาม จิตไม่สามารถจะสงบไปถึงขึ้นอัปปนาสมาธิได้ ขอให้พึงทำความเข้าใจอย่างนี้ ยกตัวอย่างเช่น ผู้บริกรรมภาวนาพุทโธๆๆ การบริกรรมภาวนาพุทโธนี้จิตไปไม่ถึงขั้นสมถะ คือ จิตไปไม่ถึงอัปปนาสมาธิ ท่านทั้งหลายอย่าพึงเข้าใจผิดว่า การภาวนาพุทโธจิตได้แค่ขั้นสมถกรรมฐาน จิตไปไม่ถึงขั้นวิปัสสนากรรมฐาน แต่แท้ที่จริงภาวนาพุทโธจิตไปถึงแค่อุปจารสมาธิ ท่านเคยสังเกตไหม ท่านบริกรรมภาวนาพุทโธๆๆ พอจิตรู้สึกเคลิ้มๆ แล้วก็สว่าง จิตนิ่ง นิ่งแต่ยังรู้สึกว่ามีกายอยู่ อารมณ์ภายนอกเช่น ลมพัดผ่านมาก็ยังรู้สึกเย็น รู้สึกหนาว รู้สึกร้อนอยู่ จิตยังไม่ปล่อยวางกายทั้งหมด แล้วคำว่า “พุทโธ” หายไป เมื่อเป็นเช่นนั้น อุปจารสมาธินี้ยังไม่ถึงขั้นสมถะ มันเป็นแต่เพียงความสงบของจิตเพียงนิดหน่อยเท่านั้น

ความพยายามที่จะให้จิตเป็นอัปปนาสมาธิถึงขั้นสมถะให้ได้นั้น ผู้ฉลาดในการบริกรรมภาวนาจะต้องกำหนดจิตน้อมไปสู่ลมหายใจ กำหนดดูลมหายใจเข้าออกๆ กระแสลมหายใจเข้าออกนี้ จะเป็นสื่อนำจิตให้ดำเนินเข้าไปสู่อัปปนาสมาธิถึงขั้นสมถะ หรือมิฉะนั้นก็ให้กำหนดจิตน้อมไปสู่การบริกรรมภาวนา “กายคตาสติ” ได้แก่ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เป็นต้น ให้พิจาณาในแง่ใดสุดแล้วแต่ท่านจะสะดวก ยกตัวอย่างเช่น จะพิจารณาในแง่ “อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา” คือ ความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตา ก็ได้ หรือจะพิจารณาในแง่ “อสุภกรรมฐาน” คือ กายเป็นสิ่งของปฏิกูล น่าเกลียด เน่าเปื่อย หรือโสโครกก็ได้เช่นกัน ต่อจากนั้น ก็ถามปัญหาตอบตัวเองเป็นเปลาะๆ เพื่อประคับประคองจิตให้นึกคิดพิจารณาอยู่ในเรื่องๆ เดียว หรือท่านอาจจะพิจารณากาย – ธาตุกรรมฐาน – ว่าร่างกายเกิดจากการรวมกันจากองค์ประกอบของธาตุ ๔ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ ไม่ใช่สัตว์ตนตน บุคคลเราเขาเป็นแต่เพียง ดิน น้ำ ลม ไฟ มาประชุมกันหรือรวมกัน มีจิตวิญญาณมายึดถือว่าโดยความเป็นเจ้าของ จึงเกิดความยึดมั่นถือว่าทุกสิ่งทุกอย่างเป็นเราเป็นเขา ของเราของเขา แต่เมื่อแยกออกไปเป็นสัดส่วนแล้ว หาสัตว์บุคคลตัวเราเขาไม่มี อันนี้คือผลลัพธ์ของการพิจารณา “ธาตุกรรมฐาน” ในเมื่อจิตสามารถแยกกายออกเป็นธาตุ ๔ ได้แก่ ดิน น้ำ ลม ไฟ จะมองหาสิ่งที่เป็นตัวเป็นตนไม่ ดินก็ไม่ใช่ตัวเรา น้ำก็ไม่ใช่ตัวเรา ลมก็ไม่ใช่ตัวเรา ไฟก็ไม่ใช่ตัวเรา ความรู้สึกนึกคิดก็ไม่ใช่ตัวเรา ในเมื่อเป็นเช่นนั้น “อนัตตาวิปัสสนาญาณ” ก็บังเกิดขึ้น คือ ความสำคัญมั่นหมายว่าไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน ดังนั้น จิตก็ก้าวขึ้นสู่ภูมิวิปัสสนาได้ และอีกอย่างหนึ่ง ในเมื่อท่านบริกรรมภาวนา บางครั้งซึ่งจิตมีอาการสงบวูบลงไปแล้ว ก็สงบพรวดๆๆ ลงไป จนไปถึงขั้นอัปปนาสมาธิ แต่ท่านไม่สามารถที่จะกำหนดองค์ฌาน คือ จิตมีสภาพเป็น วิตก วิจาร ปีติ สุข หรือ “เอกัคคตา” ได้ ถ้าหากท่านผู้ใดภาวนาได้เป็นอย่างนี้ ก็ปล่อยให้มันเป็นไปเถอะ อย่าไปกลัวว่าจิตจะติดสมถะ ในเมื่อจิตสงบเป็นสมาธิขั้นสมถะบ่อยๆ เข้า มันก็เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ท่านมีสติ

ในเมื่อท่านมีสติ จิตมีกำลังแกร่งกล้าขึ้น สมาธิมีกำลังแกร่งกล้าขึ้น จริงอยู่ในขณะที่จิตอยู่ในอัปปนาสมาธินั้น มันติดสมถะจริงๆ เพราะมันนิ่งรู้อยู่จุดเดียว มันไม่รู้ในสิ่งอื่น เมื่อเป็นเช่นนั้นมันก็ไม่ปัญญาจริงๆ นั่นแหละ เอ้า...ถ้าใครภาวนาเป็นอย่างนี้จริงๆ ขอให้ดูให้มันชัด อย่ามัวแต่เถียงกันให้ปวดศีรษะ เมื่อมันสงบนิ่งลงไปจริงๆ แล้ว ผลมันจะเกิดขึ้นเมื่อไร มันจะเกิดขึ้นต่อเมื่อจิตถอนออกจากอัปปนาสมาธิแล้ว พอเกิดความคิดขึ้นมาพับเดียวเท่านั้น จิตของท่านจะมีสติจดจ่อตามรู้ความคิดไปเป็นลำดับ จะไม่พรากจากความคิดที่เกิดขึ้นนั้น เนื่องจากความคิดที่เกิดขึ้นนั้นเป็นธรรมารมณ์ หรือเป็นอารมณ์ของจิต

ถ้าจิตมีสติสัมปชัญญะสามารถรู้เท่าทันอารมณ์ คือ ความคิดของตนเองได้ตลอด ความรู้ความคิดอันนั้นมันก็กลายเป็นภูมิปัญญา เพราะมันเป็นเครื่องรู้ของจิต เป็นเครื่องระลึกของสติ เมื่อจิตของท่านมีสติสัมปชัญญะประคับประคองนั้น ในเมื่อสัมผัสรู้อารมณ์ทั้งปวงแล้ว ไม่ยึดมั่นถือมั่น อยู่ในสภาพปกติ สติประคับประคองจิตอยู่ตลอดเวลา เมื่อรับรู้อารมณ์สิ่งใด เป็นแต่เพียงว่าสัมผัสรู้แล้วก็ปล่อยว่างไป สัมผัสรู้แล้วก็ปล่อยวางไป

สภาวะจิตที่สงบๆๆ เป็นตัวของตัวเองตลอดเวลานั้น จะปรากฏตลอด ๒๔ ชั่วโมง นี้ขอให้ท่านพึงสังเกตอย่างนี้ นี่คือจุดที่วิปัสสนาจะเกิดเนื่องจากสมถะ แต่เมื่อจิตของท่านอยู่ในสมถะนิ่งๆ โดยไม่รับรู้อะไรแม้แต่ตัวของตัวเองก็ไม่รับรู้ มีแต่จิตรู้อยู่ดวงเดียวเท่านั้น ในขณะนั้นวิปัสสนาไม่เกิดจริงๆ แต่เมื่อวิปัสสนาจะเกิดก็ต่อเมื่อจิตออกจากสมถะมาแล้ว แล้วก็มาเกิดความคิด จิตเอาความคิดเป็นเครื่องรู้ เป็นเครื่องระลึกของสติ ตามรู้ตามเห็นไป มันก็สามารถเป็นวิปัสสนาได้ ในเมื่อจิตตามรู้ตามเห็นความคิดไป ช่วงจังหวะที่สงบเป็นสมาธิถึงขั้นสมถะอีกที มันย่อมจะเกิดขึ้น เพราะฉะนั้น เรื่องของเรื่องที่เราว่า เรามีอารมณ์วุ่นวายอยู่ มันไม่สงบ บางท่านอาจจะกล่าวว่าจิตไม่สงบ ทำสมาธิไม่ได้ ต้องให้จิตมันสงบเสียก่อน ถ้าจิตของท่านสงบเสียเองก่อนที่ยังไม่ได้ปฏิบัติ ท่านจะมาปฏิบัติให้มันเหน็ดเหนื่อยทำไม เพราะเราไม่มีความสงบนั่นเอง จึงต้องมาก้มหน้าก้มตาปฏิบัติกัน อารมณ์ที่เราว่ามันทำให้เราวุ่นวายเดือดร้อนอยู่ หมายถึงสิ่งที่ผ่านเข้ามาทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ เมื่อเรายังไม่มีสมาธิ ยังไม่มีสติปัญญารู้เท่าทันเหตุการณ์ อารมณ์เหล่านั้นจะมาก่อทุกข์ก่ออยากกันวุ่นวายให้เกิดขึ้นในจิตในใจของเรา จนสามารถมาปฏิวัติจิตใจของเราให้เกิดความโลภ ความโกรธ ความหลง หรือบางทีปฏิวัติให้สติสัมปชัญญะของเรานี้ แหลกละเอียดละลายไปหมด จนทำให้ไปก่อเรื่องก่อราวต่างๆ ให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในสังคม นี่เพราะเรายังไม่มีสมาธิ ยังไม่มีสติปัญญารู้เท่าเอาทัน

เมื่อเราฝึกหัดจิตให้มีสมาธิบ่อยๆ เข้า สติมันก็ค่อยดีขึ้น นอกจากสติจะดีขึ้นแล้ว คุณธรรมจะพึงเกิดขึ้นในผลแห่งการปฏิบัตินั้น ในเบื้องต้นก็คือ “ศรัทธา” คือ ความเชื่อมั่นในสมรรถภาพของตัวเอง เมื่อเราสามารถจะปฏิบัติได้ ในเมื่อเกิดศรัทธาความเชื่อมั่น “วิริยะ” คือ ความพากความเพียร มันก็เกิดขึ้นเป็นเงาตามตัว เมื่อมีศรัทธา มีวิริยะ ความตั้งใจ คือ “สติ” ย่อมเกิดขึ้น เมื่อมีศรัทธา วิริยะ สติ ความมั่นคงของจิตมันก็เกิดขึ้น แม้จะเป็นความมั่นคงโดยการข่มหรือโดยความตั้งใจก็ตาม แล้วในที่สุดเพราะอาศัยความข่ม อาศัยความตั้งใจ จิตมันก็จะเป็น “สมาธิ” ได้โดยอัตโนมัติ เมื่อมีสมาธิแล้ว “ปัญญา” ย่อมจะเกิดขึ้น อย่างน้อยก็เพียงแต่ว่ามีปัญญารู้เท่าเอาทันในจิตของเราเอง เมื่อประสบกับอารมณ์ต่างๆ สามารถดำรงตัวอยู่ในสภาพปกติไม่หวั่นไหว แม้จะไม่รู้อะไรกว้างขวางที่เป็นโวหารที่จะพึงพูดได้ก็ตาม อันนี้คือผลที่จะพึงเกิดขึ้น ในเมื่อเรามี ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา เป็นพลังคือเป็นกำลัง เมื่อพลังอันนี้มันเข้มแข็ง มันก็กลายเป็นอินทรีย์ เป็นใหญ่ในกิจการเกี่ยวกับการปฏิบัติของเรา ในเมื่อศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา กลายเป็นอินทรีย์แก่กล้า สติตัวนั้นมันก็กลายเป็นมหาสติ เรียกว่า “มหาสติปัฏฐาน” เมื่อจิตมีมหาสติปัฏฐานเป็นเจตสิก ประกอบแน่นอยู่ในจิตในใจ สติตัวนี้แหละจะเป็นผู้นำธรรมะ ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ มี “สติวินโย” ตัวเดียวเป็นผู้นำ จิตก็ย่อมตำเนินไปในทางที่ถูต้อง

การกล่าวธรรมะเพื่อเป็นเครื่องประดับสติปัญญาของท่านในวันนี้ ก็เห็นว่าเป็นการสมควรแก่เวลาแล้ว ขอย้ำเตือนท่านนักปฏิบัติธรรมทั้งหลาย การเรียนรู้มากเป็นเหตุหรือเป็นปัจจัยอุปกรณ์แก่การปฏิบัติ แต่เมื่อจะให้สำเร็จผลอย่างจริงจังนั้น ต้องอาศัยการทำจริง อาศัยหลักโพชฌงค์ ภาวิตา พหุลีกตา อบรมให้มากๆ การทำให้มากๆ ทำให้ชำนิชำนาญ แล้วหวังว่าทุกท่านคงจะประสบผลสำเร็จตามที่ตนปรารถนาโดยทั่วกันทุกท่าน

ลมหายใจมันเคลื่อนที่อยู่ตลอดเวลา ก็ดูลมอยู่ตลอดเวลา เพราะการเคลื่อนที่ของลมนั้นมันเป็นแนวทางที่ทำให้จิตของเรารู้ เมื่อเราจดจ้องรู้อยู่ ความนิ่งของลมก็ตาม การเคลื่อนที่ของลมหายใจก็ตาม ลมหายใจเป็นสิ่งรู้ของจิต เป็นเครื่องระลึกของสติ เมื่อลมหายใจปรากฏในอาการนิ่ง เราก็ดูความนิ่งของลมหายใจ เมื่อลมหายใจมันเคลื่อนที่ เราก็ตามรู้ลมหายใจก็มีแค่นี้ เมื่อมีแค่นี้แล้ว จะเกิดผลอระไรขึ้นมา ตราบใดที่จิตของเรามีเครื่องรู้ สติของเรามีเครื่องระลึก ผลก็คือว่า ทำสติให้มีพลังแก่กล้าขึ้น กลายเป็นมหาสติปัฎฐาน อันนี้คือ อุบายฝึกสติ

จิตที่มีความคิดก็ดี จิตที่มีเครื่องรู้ก็ดีนั้น เป็นสิ่งที่ดีสำหรับผู้ปฏิบัติ ถ้าจิตไปนิ่งอยู่เฉยๆ ไม่มีเครื่องรู้ สติไม่มีเครื่องระลึก นั่นลำบากสำหรับนักปฏิบัติ เพราะถ้าหากว่าผู้ปฏิบัติไปติดความนิ่ง ซึ่งไม่มีเครื่องรู้อะไร ถ้าหากว่าจิตจะเดินดำเนินไปก็เดินไปในแง่ของฌาน องค์ฌานชนิดที่ไม่เครื่องรู้ แต่จิตต้องอยู่ในจุดเดียว หนักๆ เข้าเมื่อติดฌานแล้ว จิตก็ไม่ก้าวขึ้นสู่ภูมิวิปัสสนา เมื่อจิตเบื่อฌานแล้ว จิตจะกลายเป็นจิตหดหู่ เพราะฉะนั้น นักปฏิบัติท่านใดถ้าจิตมีเครื่องรู้ สติมีเครื่องระลึก นั่นเป็นการดีสำหรับการปฏิบัติ ถ้ายิ่งมีความคิดฟุ้งซ่านมากๆ ยิ่งดี มันดีอย่างไร ดีเพราะจิตมีเครื่องรู้ สติมีเครื่องระลึก อย่างสมมติว่าท่านต้องการจะให้จิตของท่านสงบนิ่ง แต่มันนิ่งไม่ได้ มันมีแต่ความฟุ้ง ถ้าหากท่านสามารถกำหนดจิตตามรู้ เอาตัวสติตามรู้ความคิดที่มันฟุ้งซ่านนั้นแหละ มันจะคิดดีก็ตาม มันจะคิดชั่วก็ตาม ตามรู้เรื่อยๆ ไป ในขณะที่ท่านตามรู้อยู่นั้น ผลที่เกิดจากจิตของท่านคิดขึ้น ถ้าหากว่ามันอยู่ในสภาวะปกติ จิตจะอยู่ในลักษณะสักแต่ว่าคิด คิดแล้วกปล่อยวางไป แต้ถ้าหากมันเกิดอาการของกิเลสขึ้นมา ท่านจะเกิดความยินดีและความยินร้าย สิ่งใดที่ท่านชอบ ท่านจะยึด ในเมื่อท่านยึดตรงไหน “ภวตัณหา” ก็จะเกิดขึ้นที่นั้น ท่านยินดีตรงไหน “กามตัณหา” ก็จะเกิดขึ้นที่นั้น และท่านเบื่อหน่ายตรงไหน “วิภวตัณหา” ก็จะเกิดขึ้นที่นั้น

ถ้าหากความคิดนั้น สักแต่ว่าคิด คิดแล้วก็ปล่อยวางไป ไม่มีอาการยึดถือ ไม่อาการยินดี ไม่มีอาการยินร้าย จิตของท่านกำลังดำเนินไปสู่สภาพปกติ ในเมื่อสภาพปกติมีความมั่นคงขึ้น สมาธิเกิดกลายเป็น “อริยมรรค” คือ การประชุมของมรรค ๘ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ประชุมพร้อมกันแล้ว จิตมีสภาพปกติซึ่งมีสมรรถภาพที่สามารถจะปฏิวัติตัวเองไปสู่ภูมิจิตภูมิธรรมได้ เป็นนักปฏิบัติสมาธิ อย่าไปติดวิธีการ ถ้าเราไปติดวิธีการแล้ว เราจะเอาวิธีการนั้นมาฟัดกัน เสร็จแล้วก็เกิดทะเลาะกัน

การทำสมาธิเป็นกิริยาของจิต นั่งทำสมาธิได้ เดินทำสมาธิได้ นอนทำสมาธิได้ หรือใครจะแน่จริง วิ่งทำสมาธิก็ได้ ถ้าใครจะเก่งกว่านั้น เอาศีรษะปักที่พื้นเอาขาชี้ฟ้า แล้วทำสมาธิได้ ถ้าใครไปเยี่ยมสำนักชีเปลือยจะได้เห็นเขาทำสมาธิด้วยท่าทางเอาศีรษะปักลงกับพื้น แล้วเหยียดเท้าขึ้นบนอากาศ กำหนดจิตบริกรรมภาวนาตามแบบฉบับของเขาอยู่เป็นชั่วโมงๆ ก็มี บางทีก็ทำสมาธิเป็นวัน เพราะฉะนั้น กิริยาที่แสดงออกทางกายเป็นแต่ส่วนประกอบเท่านั้น ที่สำคัญที่สุด คือ การกำหนดรู้อยู่ที่จิต ท่านจะเอาอะไรเป็นอารมณ์ของจิต เป็นเครื่องรู้ของจิต เครื่องระลึกของสติได้ทั้งนั้น

โดยที่สุด แม้ว่าท่านใดมานั่งประชุมอยู่ที่นี่ ท่านอาจจะเป็นห่วงใครสักคนหนึ่งที่บ้าน พอกำหนดจิตดูลมหายใจเข้าออก หรือยุบหนอ พองหนอ พุทโธๆๆ ก็ตาม เมื่อจิตของท่านวิ่งไปหาคนที่ท่านรักท่านชอบอยู่ที่บ้าน มันไม่อยู่กับสิ่งที่ท่านกำหนด อะไรที่มันรัก มันชอบเอาอันนั้นแหละมาภาวนา อาจจะคิดถึงหลานน้อยๆ หรือลูกน้อยๆ คนหนึ่ง สมมติเขาชื่อ ด.ญ. ก. หรือ ด.ช. ก. ก็ได้ ถ้าภาวนาสิ่งอื่นแล้ว มันวิ่งไปหาแต่หลานคนนั้น เอาชื่อเขามาบริกรรมภาวนา ทำไมจึงต้องเป็นอย่างนั้น อะไรที่มันติดมันชอบอยู่แล้ว เราเอาสิ่งนั้นแหละมาให้มันติดเบื้องต้นก่อน เราบริกรรมภาวนาก็ดี พิจารณาอะไรก็ดี เราจะฝึกจิตของเราให้ติดอยู่กับสิ่งนั้นเป็นเบื้องต้น เมื่อมันติดอยู่กับสิ่งที่มันติดเบื้องต้นแล้ว มันก็ไม่วุ่นวาย ไม่ส่งกระแสจิตไปทางอื่น มันก็ยึดสงบนิ่งอยู่กับสิ่งนั้น ทีนี้เมื่อมันสงบนิ่งอยู่กับสิ่งนั้น มันกลายเป็นสมาธิความปลอดโปร่งของจิต แล้วภายหลังมันจะเกิดความไม่ติดขึ้นมา อย่างภาวนาพุทโธๆๆ หรือ ยุบหนอ พองหนอ ก็ตาม เราฝึกจิตของเราให้ติดกับสิ่งที่เรานึกอย่างเหนียวแน่น จนไม่พรากจากกัน

ถ้าหากว่าอาตมาพูดผิดหลักไป ก็ขอให้ท่านนึกดูองค์ฌาน ๕ ซิ วิตก นึกถึงอารมณ์เป็นคู่ของจิต วิจาร จิตจดจ่อ หรือซึมซาบเข้าไปในอารมณ์ที่ท่านวิตกถึง อาการที่จิตซึมซาบไปในอารมณ์ที่ยึดบริกรรมภาวนาอยู่นั้น จนกระทั่งจิตสนิทแนบแน่นกับอารมณ์นั้น จิตติดอารมณ์ใช่ไหมล่ะ ในเมื่อมันติดกับสิ่งๆ หนึ่งมันก็ไม่คิดถึงอีกสิ่งหนึ่ง มันคิดถึงอยู่แต่สิ่งเดียวเท่านั้น ในเมื่อมันคิดอยู่กับสิ่งๆ เดียว ไม่ส่งกระแสไปทางอื่น มันเกิดความสงบใช่ไหม นี่เราดูกันแค่นี้

ถ้าหากการปฏิบัติเราไม่ยึดวิธีการเป็นใหญ่ เราเอาประสบการณ์ที่เกิดขึ้นในจิตเป็นเครื่องตัดสิน เราจะหมดปัญหาข้อสงสัย เราจะต้องตั้งใจมั่นแน่วแน่ลงไปว่า

๑.      เรามีจิตมีใจ เรามีสมรรถภาพพอที่จะปฏิบัติได้

๒.    อารมณ์ที่มาเป็นคู่กับจิตที่เรานึกถึงนั้น ดีพอที่จะกล่อมจิตของเราให้เข้าไปสู่ความสงบ

๓.     ตั้งใจทำจริง คือ นึกถึงสิ่งนั้นจริงๆ เอาความจริงเข้าเป็นหลัก ในหลักที่ว่าภาวนาให้มากๆ อบรมให้มากๆ กระทำให้มากๆ ทำให้ชำนิชำนาญ

การตั้งเจตนากำหนดบริกรรมภาวนาเป็นการปรับปรุงปฏิปทา คือ ข้อปฏิบัติ เมื่อสมาธิจะเกิดขึ้น เราจะต้องหมดความตั้งใจ สมาธิเกิดขึ้นต่อเมื่อเราหมดความตั้งใจ การค้นคิดพิจารณาอะไรก็ตาม ซึ่งในสายแห่งวิปัสสนา ในขณะที่เราตั้งใจค้นคิดอยู่นั้น วิปัสสนาจะไม่เกิด เมื่อเราหมดความคิดแล้วนั่นแหละ วิปัสสนาจึงจะเกิด นี่คติอันนี้ขอฝากบรรดานักศึกษาธรรมะและนักปฏิบัติทั้งหลายไว้พิจารณาเป็นข้อสังเกต ตัดสินประสบการณ์ที่จะเกิดขึ้นภายในจิตของตัวเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การพิจารณาวิปัสสนานั้น ตราบใดที่เรายังมีเจตนาตั้งใจคิดอยู่ว่า “สิ่งนี้คือ สิ่งนี้คือ” นี่เป็นแต่เพียงการปรับปรุงตกแต่งปฏิปทาข้อปฏิบัติ ในเมื่อหมดคำว่า “สิ่งนี้คือ” จิตสงบนิ่งว่าง เมื่อเกิดความว่างแล้ว ถ้าจิตมีสมรรถภาพพอที่จะเกิดภูมิความรู้ภูมิธรรมขึ้นมา มันจะเกิดขึ้นหลังจากที่จิตของท่านว่างแล้ว คือ ว่างจากเจตนาสัญญาที่จะน้อมนึกใดๆ ทั้งสิ้น ในเมื่อว่างจากเจตนาสัญญาที่จะน้อมนึกไป ความคิดความรู้ที่เกิดขึ้นในอันดับต่อไปนั้น จะรู้สึกว่าเกิดขึ้นอย่างที่ท่านไม่ได้ตั้งใจ นี่ให้สังเกตกันอย่างนี้.


   

 

 [Last Modified: November 4, 2015]  

 

 

 

Visitor Number:
5101494