.

ฐานการภาวนา

The Foundation of Mental Development

 

 

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2011

Your Reading Number:  1124  

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์
 
 

บทความที่ ๔ ประจำปี ๒๕๕๔ หลวงพ่อพุธ ฐานิโย – ฐานการภาวนา

  

พุทธวาทะ

“สมาธิเป็นสัจจธรรม มีหนึ่งเดียว จะแตกต่างกันไม่ได้ แต่วิธีการนั้น เราอาจจะใช้อุบายวิธีต่างกัน แต่ผลลัพธ์ ก็คือ สมาธิเดียวกันนั้นเอง”

 

 โอกาสต่อไปขอเชิญนั่งสมาธิ หันหน้าไปทางพระประธาน บัดนี้ เรามาปฏิบัติสมาธิในทางนั่ง ขอให้ทุกท่านกำหนดสติรู้จิตของตนเอง ความรู้สึกอยู่ที่ไหน จิตอยู่ที่ตรงนั้น ให้กำหนดสิตรู้ตรงนั้น

เราได้ปฏิญาณตนถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ ว่าเป็นสรณะที่พึ่ง ที่ระลึก พระพุทธเจ้า ตามความรู้สึกโดยทั่วไป หมายถึง องค์ชายสิทธัตถะ ที่เสด็จออกบรรพชา ทรงบำเพ็ญสมาธิภาวนาได้สำเร็จเป็น “พระสัมมาสัมพุทธเจ้า” ในเมื่อว่าโดย “รูปธรรม” ก็ได้แก่ สกนธ์กายของพระพุทธองค์ ว่าโดย “คุณธรรม” คือ “ความรู้สึกสำนึกผิดชอบชั่วดี” (มโนธรรม) ที่มีอยู่ในจิตของเรา ซึ่งทุกคนก็มี “ความรู้สึกสำนึกผิดชอบชั่วดี”  แม้แต่วันนี้ เรามาประชุมนั่งสมาธิกัน ก็อาศัย “พุทธธรรม” คือ  “ความรู้สึกสำนึกผิดชอบชั่วดี”  เป็นเครื่องกระตุ้นเตือนใจ ดังนั้น ท่านผู้ใดมีความรู้สึกสำนึกผิดชอบชั่วดีในใจตลอดเวลา ผู้นั้นได้ชื่อว่ามีคุณธรรมที่ทำจิตให้เป็น “พุทธะ”

บางครั้งเราภาวนา “พุทโธ–พุทโธ” คำว่า “พุทโธ” เป็นคำพูด เป็นภาษา แต่เมื่อคุณธรรมที่เกิดขึ้นกับจิต ก็หมายถึง ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีนั้นเอง อันนั้นคือ “คุณธรรม” ที่ทำจิตให้เป็น “พุทธะ” อันนี้คนเรามีกันอยู่ทุกคน ตั้งแต่เกิดมา แต่ว่า “จิตพุทธะ” ลำพังแต่ความรู้สึกสำนึกผิดชอบชั่วดี ยังมั่นคงไม่เพียงพอ เราจึงมาตั้งใจที่จะปฏิบัติสมาธิภาวนา ให้จิตของเราเปลี่ยนสภาพจาก “ความรู้สึกสำนึกผิดชอบชั่วดี” เป็น “การหยุด–นิ่ง–สว่าง–รู้–ตื่น–เบิกบาน” เมื่อทำได้เช่นนั้น พระพุทธเจ้าได้ปรากฏขึ้นในจิตของเราอย่างเด่นชัด เพราะฉะนั้น เราจะค้นหาพระพุทธเจ้า ต้องค้นในจิตของเราเอง

เมื่อเรามาอาศัยหลักและวิธีการปฏิบัติสมาธิภาวนา เมื่อจิต “สงบ–นิ่งลง–สว่าง–รู้–ตื่น–เบิกบาน” บางที มีปีติ มีความสุข กายเบา–จิตเบา กายสงบ–จิตสงบ ความรู้สึกรู้ตื่น เบิกบาน เป็นคุณธรรมที่ทำจิตให้เป็น “พุทธะ” เมื่อเกิด กายเบา–จิตเบา กายสงบ–จิตสงบ แล้ว ก็เกิดมีปีติ บางครั้งขนหัวลุกชูชัน บางครั้งก็รู้สึกซาบซ่านไปทั่งร่างกาย บางทีก็ทำให้รู้สึกตัวสั่น ตัวโยกตัวโคลง ถ้าผู้มีปีติแรง อาจจะล้มนอนลงไปอย่างสบายก็ได้ อันนั้นเป็นอิทธิพลของพุทธะที่บังเกิดขึ้นในจิต แล้วแสดงออกมาทางกาย เพราะปีติและความสุขเกิดที่กาย ถ้าไม่มีกายเราก็ไม่รู้สึกว่า เรามีสุข มีทุกข์ อันนี้คือ “พระพุทธเจ้า” ที่เกิดขึ้นในจิตของผู้ปฏิบัติธรรม

เมื่อเราปฏิบัติได้อย่างนี้ เริ่มต้นแต่มี “ความรู้สึกสำนึกผิดชอบชั่วดี” จิต “หยุด–นิ่ง–สว่าง–รู้–ตื่น–เบิกบาน” เป็น “คุณธรรม” ที่ทำให้ “จิตเป็นพุทธะ” เมื่อท่านผู้ใดสามารถทรงไว้ซึ่งคุณธรรมอันนี้ แม้ชั่วขณะจิตหนึ่ง หรือนานๆ ก็ตาม ก็ได้ชื่อว่าทรงไว้ซึ่ง “พระธรรม” คือ ทรงไว้ซึ่งพระธรรมที่ทำจิตให้เป็น “พุทธะ” นั้นเอง

ทีนี้ตามธรรมชาติของผู้ที่มี “ความรู้สึกสำนึกผิดชอบชั่วดี” จิต “นิ่ง–สว่าง–รู้–ตื่น–เบิกบาน” ท่านผู้นั้นจะต้องมีเจตนาตั้งมั่นว่า เราจะละความชั่ว ประพฤติความดี ทำจิตให้บริสุทธิ์สะอาดอยู่เสมอ อันนี้เป็น “กิริยา” ที่มี “คุณธรรม” ที่ทำจิตให้เป็น “พระสงฆ์” เกิดขึ้นในจิตของเรา

เพราะฉะนั้น  “พระพุทธเจ้า” ก็ดี “พระธรรม” ก็ดี “พระสงฆ์” ก็ดี คือ “คุณธรรม” ทีนี้เมื่อเราได้บรรลุถึงจุดที่เรียกว่า “ทำจิตให้เป็นพุทธะ” เมื่อเราจะปฏิวัติจิตของเราให้เป็นไปตามทำนองคำสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราจึงมาสมาทานศีล ๕ ข้อ การปฏิบัติธรรมสำคัญอยู่ที่ “ความเป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์” อย่างต่ำ คือ “ศีล ๕”  ผู้ที่ปฏิบัติอยู่ในระดับความเป็นคฤหัสถ์ ตั้งใจปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของศีล ๕ ข้อ สะดวกสบายดีกว่านักบวช เพราะว่าภาระกังวลที่จะต้องสังวรระวังมันน้อยกว่ากัน เพียงแต่เรายึดหลักว่า พระพุทธเจ้าฆ่าไม่เป็น เราไม่ฆ่า พระพุทธเจ้าลักขโมยไม่เป็น เราไม่ลักขโมย พระพุทธเจ้าฉ้อโกงไม่เป็น เราไม่ฉ้อไม่โกง พระพุทธเจ้าไม่ละเมิดสิทธิประเวณีของใครต่อใคร เราก็ไม่ละเมิดสิทธิประเวณีของท่านผู้อื่น พระพุทธเจ้าไม่พูดคำหยาบ ไม่พูดส่อเสียดยุยงให้แตกสามัคคี ไม่พูดเพ้อเจ้อเหลวไหล และไม่โกหก เราก็ปฏิบัติตามอย่างท่าน พระพุทธเจ้าไม่ดื่มน้ำดองของเมา หรือวัตถุที่เป็นที่ตั้งแห่งความเมา หรือความมัวเมาอันเป็นทางแห่งความประมาท เมื่อพระพุทธเจ้าไม่ทำเช่นนั้น เราก็ไม่ทำ เรายึดหลัก “ศีล ๕” เป็นหลักปฏิบัติ เพื่อขจัดสิ่งที่เราจะพึงทำตามอำนาจของกิเลส

ในขั้นต้น เราจะต้องอาศัยความอดทนและสัจจะความจริงใจ เมื่อเราอาศัยความอดทนและสัจจะความจริงใจ อดทนต่อสิ่งที่จะเป็นเหตุให้เราละเมิดล่วงเกิน “ศีล ๕” ข้อใดข้อหนึ่ง ตั้งใจให้แน่วแน่ว่า เราจะละเว้นโทษตามกฎเกณฑ์ของ “ศีล ๕” ด้วยความจริงใจ เราอาศัยหลัก ๒ ประการนี้ แล้วตั้งใจประพฤติปฏิบัติไปจนกระทั่งเรารู้สึกคล่องตัวชำนิชำนาญต่อการงดเว้น เมื่อเรามีกางดเว้นไม่ทำอะไรตามคำบงการ ตามอำนาจบงการของกิเลส “โลภ–โกรธ–หลง” ก็ได้ชื่อว่า “ตัดกรรม–ตัดเวร” ตัดผลเพิ่มของบาป แม้ “โลภ–โกรธ–หลง” จะมีอยู่ในใจของเรา เราก็พยายามใช้ให้เกิดประโยชน์โดยความเป็นธรรม คือ เอา “ศีล ๕” มาเป็นขอบเขต เป็นเส้นขนาน ของการใช้กิเลสให้ถูกต้อง เมื่อเราใช้กิเลสทำประโยชน์ในทางที่ถูกที่ควรโดยเอา “ศีล–” เป็นหลักประกันความปลอดภัย เมื่อเราปฏิบัติจนคล่องตัวชำนิชำนาญ เราจะรู้สึกว่าเบาสบาย จะรู้สึกว่า เราไม่ได้ต้องตั้งใจจะงดเว้นสิ่งใดๆ แต่เพราะอาศัยความคล่องตัวอันนั้น จิตของเราจะงดเว้นเองโดยอัตโนมัติ

เมื่อเรามี “ศีล–” บริสุทธิ์บริบูรณ์ แม้เราจะทำสมาธิภาวนายังไม่เป็น ก็ได้ชื่อว่า “ตัดบาป–ตัดกรรม” ให้หมดสิ้นไปแล้ว เมื่อเรามี “ศีล–” บริสุทธิ์บริบูรณ์ กายของเราก็สงบ คือ สงบจากการทำบาป วาจาของเราก็สงบ คือ สงบในการพูดในทางที่เป็นบาป แม้จิตของเรายังคิดที่จะทำบาป แต่เราไม่ละเมิดล่วงเกิน “ศีล–” บาปกรรมอะไรก็ไม่เกิดขึ้น เมื่อเรามีคุณงามความดีพอกพูนมากขึ้นๆ กำลังของศีลมีพลังแก่กล้าขึ้น กายเป็นปกติ วาจาเป็นปกติ ก็เป็นเหตุเป็นปัจจัยส่งหนุนให้จิตใจของเราเกิดความเป็นปกติ เมื่อความปกติเริ่มเกิดขึ้นที่ใจของเรา ความคิดจะฆ่า เบียดเบียน ข่มเหง หรือ รังแก มันก็น้อยลง หรือหมดไป ไม่มีเลย เมื่อเป็นเช่นนั้น เราก็ประกันความปลอดภัยของเราได้ ว่าเราจะไม่ต้องตกนรก

แต่เพื่อที่จะให้จิตของเรามีความมั่นคงต่อการที่จะละบาปกรรมตามกฎของ “ศีล–” เราจึงจำเป็นจะต้องปฏิบัติสมาธิ เพื่อสร้างพลังจิตให้มีความมั่นคงต่อการที่จะละความบาปนั้นๆ “การทำสมาธิ” ถ้าท่านจะนึกถามในใจว่า การทำสมาธิ ทำอย่างไร ก็จะได้คำตอบว่า “การทำสมาธิ” คือ การทำจิตให้มีอารมณ์สิ่งรู้ สติมีสิ่งระลึก จะเป็นอะไรก็ได้ ถ้าหากว่าท่านผู้ใดยังภาวนาไม่เป็นหรือไม่เคยภาวนาเลย ถ้าจะตั้งใจปฏิบัติสมาธิด้วยความจริงใจ แม้แต่เพียงท่อง “พุทโธ” เอาไว้ทุกขณะจิต ทุกลมหายใจ แม้ “ยืน–เดิน–นั่ง–นอน–รับประทาน–ดื่ม–ทำ”  เราท่อง “พุทโธ” ไว้ได้ตลอดเวลา การท่อง “พุทโธ” นี้ ท่องเหมือนกับเราท่องเล่นๆ ไม่ต้องการผลตอบแทนใดๆ แต่เราท่องไม่หยุด และเราก็ไม่บังคับจิตให้เกิดสมาธิ เป็นแต่เพียงตั้งสติ กำหนดสติ ท่อง “พุทโธ–พุทโธ–พุทโธ” เอาไว้ตลอดเวลา ท่องอย่างนกแก้วนกขุนทองไปก่อน แม้ว่าใครจะว่าเราปฏิบัติไม่รู้เหตุรู้ผลก็ตาม ถ้าหากว่าเราท่องต่อเนื่องกันทุกขณะจิต ทุกลมหายใจ ที่เราตื่นอยู่ เมื่อเราท่องไม่หยุด สมาธิ คือ จิต “สงบ–นิ่งลง–สว่าง–รู้–ตื่น–เบิกบาน” จะบังเกิดขึ้นแก่ผู้ปฏิบัติผู้ท่อง “พุทโธ” อย่างคาดไม่ถึง

เพราะฉะนั้น ในขณะที่เราปฏิบัติ นอกจากการท่อง “พุทโธ” ก็ยังมี “สัมมาอรหัง–ยุบหนอพองหนอ” เมื่อใครจะท่องบทใด ก็ให้ตั้งใจท่องต่อเนื่องกันไม่ขาดสาย “สัมมาอรหัง–ยุบหนอพองหนอ” แม้ “ยืน–เดิน–นั่ง–นอน–รับประทาน–ดื่ม–ทำ” เราสามารถที่จะท่องได้ตลอดเวลา แต่ในขณะใดที่เราจะต้องพูด เมื่อพูดก็ให้มีสติรู้อยู่ที่คำพูด เมื่อคิดก็ให้มีสติรู้อยู่ที่ความคิด การทำ การพูด การคิด ให้มีสติรู้ตัวอยู่ตลอดเวลา

ถ้าหากว่าเราไม่ถนัดในการที่จะมาท่องบริกรรมภาวนาดังที่กล่าวแล้ว เราสามารถที่จะกำหนดสติรู้จิตของเราเฉยอยู่ ถ้าจิตของเรานิ่งเฉยเป็นชั่วโมง เราปล่อยให้เฉย แต่ถ้าหากว่า จิตเกิดความคิดขึ้นมา เราปล่อยให้คิด แต่ให้มีสติกำหนดตามรู้ความคิดเรื่อยไป ถ้าจิตของเรายังไม่มีพลังงานเพียงพอ เมื่อคิดขึ้นมาล้า เรากำหนดรู้ จิตจะหยุดคิดทันที เมื่อจิตหยุดนิ่งก็ปล่อยให้นิ่ง ถ้าคิด ปล่อยให้คิด เราเอาสติตัวเดียวเท่านั้นเป็นเครื่องกำหนดรู้ ความนิ่งและความคิด ถ้าหากว่าท่านผู้ใดทำความรู้สึกให้รู้อยู่ในที เหมือนๆ กับเราไม่ได้ตั้งใจจะดู จะรู้ แต่เอาความรู้อยู่โดยธรรมชาติของจิตนั้นรู้เรื่อยไป ถ้าทำได้อย่างนี้ เผื่อว่าสมาธิกำลังจะเริ่มแล้ว สมาธิจะไม่ถอน แต่ถ้าจิตแสดงอาการสงบลงไปบ้าง เราเอาความตั้งใจของเราเข้าไปแทรก สมาธิจะถอนทันที อันนี้เป็นวิธีการปฏิบัติสมาธิ โดยที่ไม่มีอุปสรรคใดๆ มาขัดขวาง เราสามารถที่จะปฏิบัติได้ทุกโอกาส แม้เวลาเราทำงานทำการ เวลาเราสอนนักเรียน เราก็เอาสติตัวเดียวเท่านั้นกำหนดรู้สิ่งที่เราทำอยู่ในปัจจุบันตลอดเวลา

อาตมาขอยืนยันกับท่านทั้งหลาย ท่านทั้งหลายที่เรียนจบสูงๆ มาแล้ว เคยปฏิบัติสมาธิมาแล้วทั้งนั้น แต่ท่านเองก็ไม่รู้สึกตัวว่าได้ปฏิบัติสมาธิ เพราะความไม่เข้าใจ หรือไม่ก็ได้ยินได้ฟังวิธีการปฏิบัติสมาธิอยู่ในวงแคบเกิดไป แต่ความจริงนั้น เราทำ เราพูด เราคิด ด้วยความมีสติสัมปชัญญะรอบคอบอยู่ในขณะที่ทำ ที่พูด ที่คิด นั่น คือ “การปฏิบัติสมาธิ” ที่ยืนยันว่า ท่านทั้งหลายได้ปฏิบัติสมาธิมาแล้ว เพราะเวลาท่านวิจัยงานของท่าน ท่านได้ใช้ความคิดวกไปเวียนมา ด้วยความตั้งใจที่แน่วแน่ ในขณะนั้น ท่านกำลังเริ่มปฏิบัติสมาธิ พอคิดไปคิดมา เรารู้สึกเคลิ้มๆ หรือเผลอๆ ไปนิดหนึ่ง จิตว่างลง สิ่งที่เราต้องการรู้มันผุดโผล่ขึ้นมา นั่นคือ “ปัญญาในสมาธิ”

เพราะฉะนั้น การปฏิบัติสมาธิอย่าไปยึดหลักและวิธีการมากเกินไป แบบและวิธีการที่ท่านบัญญัติเอาไว้ในหมวด “กรรมฐาน ๔๐” ก็ดี หรือการเจริญวิปัสสนาพิจารณา “รูปนาม–ธาตุ–ขันธ์ อายตนะ” ก็ดี อันนั้นเป็นแต่เพียงวิธีการ เป็นวิธีที่ท่านเขียนเป็นแบบอย่างเอาไว้เท่านั้นเอง แต่เมื่อใครจะตั้งใจปฏิบัติสมาธิอย่างเอาจริงเอาจัง เราอาจจะไม่ไปยึดหลักในคัมภีร์ก็ได้ เราอาจจะบริกรรมภาวนาอย่างอื่นก็ได้ เช่น อย่างเราจะค้นคิดพิจารณาตามตำราท่าน ให้พิจารณา “ธาตุ–ขันธ์ อายตนะ” แต่เราจะเอาวิชาการที่เราเรียนจบมาทางโลกมาเป็นอารมณ์พิจารณาก็ได้ เพราะการทำสมาธิ คือ ทำจิตให้มีสิ่งรู้ สติมีสิ่งระลึก เมื่อจิตมีสิ่งรู้ สติมีสิ่งระลึก ธรรมชาติของจิตจะต้องเพิ่มพลังงานมากขึ้นทุกที พลังงานตัวที่สำคัญ ก็คือ จะทำให้เรามีสติดีขึ้นและว่องไวขึ้น แม้ว่าจิตจะยังไม่สงบเป็นสมาธิ ได้ญาณได้ฌานใดๆ ก็ดี แล้วจะทำให้เกิดสมาธิ เมื่อภายหลังจิตของเราจะมั่นคงต่อการประพฤติปฏิบัติอย่างไม่ลดละ

สมาธิอันใดที่เราปฏิบัติแล้ว มันรู้สึกเบื่องานเบื่อการ อยากจะโกนหัวไปบวช อย่าเพิ่งไปเชื่อมัน ผู้ที่ปฏิบัติสมาธิได้แล้วนี้ จะต้องมีความรักความเคารพบูชาในบิดามารดา ปู่ย่าตายาย ตลอดทั้งครูบาอาจารย์ ถ้าเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ จะเกิดมีจิตเมตตาปรานีต่อผู้น้อยเป็นอย่างดี สามีภรรยาอยู่ร่วมกัน เมื่อก่อนอาจจะเกิดทะเลาเบาะแว้งกันบ่อยๆ แต่เมื่อมาปฏิบัติสมาธิได้ดีแล้ว การทะเลาเบาะแว้งเหล่านั้นก็จะหายไปเอง และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ชีวิตของคนเรานี่เป็นอยู่ด้วยพลังของสมาธิ ผู้ที่ทำอะไรจับจด จับโน่น วางนี่ ไม่เอาจริงเอาจัง คือ คนขาดสมาธิ แต่ว่าท่านผู้ใดทำอะไรอาศัยสัจจะความจริงใจ ประพฤติสิ่งใดให้ได้สิ่งนั้น ผู้นั้นได้ชื่อว่าเป็น ผู้มีสมาธิที่มั่นคง แม้จะยังไม่ถึงสมาธินานได้ญาณได้ฌานอะไรก็ตาม

ก่อนที่จะจบนี้ จะของนำเรื่องการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้ามาเล่าสู่กันฟังพอเป็นคติเตือนใจ

ท่านเคยคิดไหมว่า พระพุทธเจ้าเจริญกรรมฐานปฏิบัติสมาธิภาวนา เอาอะไรเป็นอารมณ์จิตในการภาวนา สมัยพระพุทธเจ้ายังไม่เกิด คำว่า “พุทโธ” ก็ไม่มี “สัมมาอรหัง” ก็ไม่มี “ยุบหนอพองหนอ” ก็ไม่มี ถ้าอย่างงั้นพระพุทธเจ้า ท่านเอาอะไรเป็นหลักเป็นอารมณ์ในการปฏิบัติสมาธิ

เราจะได้คำตอบว่า พระพุทธเจ้าอาศัยอารมณ์ ๒ อย่าง (๑) อารมณ์ทางกาย ได้แก่ ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก (๒) อารมณ์ทางจิต คือ ความคิดซึ่งมันเกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติ และพระองค์จะเริ่มต้นด้วยการกำหนดรู้ลมหายใจ การกำหนดรู้ลมหายใจของพระองค์ เพียงแต่ว่ามีพระสติกำหนดรู้ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก เฉยอยู่เท่านั้นเอง ไม่ได้นึกว่า ลมหายใจสั้น ลมหายใจยาว ลมหายใจหยาบ ลมหายใจละเอียด แล้วก็ไม่ได้บังคับจิตใจให้เกิดความสงบ แล้วก็ไม่ได้แต่งลมหายใจให้หยาบให้ละเอียด เพียงแต่มีพระสติกำหนดรู้ลมหายใจอยู่อย่างเดียวเท่านั้น

ทีนี้ในช่วงใดจิตของพระองค์เกิดว่างลง พระองค์ปล่อยให้ว่าง ช่วงใดจิตของพระองค์เกิดความคิด พระองค์ปล่อยให้คิด พระองค์ให้จิตของพระองค์เดินอยู่ที่ “ลมหายใจ–ความคิด–ความว่าง” และ “ลมหายใจ–ความคิด–ความว่าง” ให้เดินอยู่ใน ๓ จังหวะ ธรรมชาติของจิตนี้ ถ้าเวลาอยู่ว่างๆ จิตกับกายยังมีความสัมพันธ์กันอยู่ ต้องรู้ลมหายใจเองโดยอัตโนมัติ ทีนี้ในเมื่อว่างอยู่สักพักหนึ่ง ก็จะเกิดความคิดขึ้นมา คือ คิดขึ้นมาเองโดยที่ไม่ได้ตั้งใจ พระองค์ปฏิบัติโดยอาศัยหลักที่กล่าว ทีแรกจิตของพระองค์ก็เดินอยู่ที่ “ลมหายใจ–ความคิด–ความว่าง” และ “ลมหายใจ–ความคิด–ความว่าง” อยู่ใน ๓ จังหวะ นี้ แล้วในที่สุดจิตของพระองค์ก็มาจับลมหายใจอย่างเหนียวแน่น ยึดลมหายใจเป็นอารมณ์ “ลมหายใจกับสติ และความรู้สึกทางจิต” ไม่ได้พรากจากกัน จนกระทั่งลมหายใจละเอียดๆ ลงไปตามขั้นตอนแห่งความสงบของจิต

            ในระยะต้นๆ ถ้าพระองค์กลัวว่าจิตของพระองค์จะเลยเถิด พอลมหายใจแผ่วเบาลงไปๆๆ พระองค์ก็มานึกว่าลมหายใจยังอยู่ จิตก็หยาบขึ้นมานิดหน่อย และปรากฏเห็นลมหายใจอย่างชัดแจ้ง ในที่สุด จิตของพระองค์สงบละเอียด วิ่งตามลมหายใจเข้าไปข้างในกาย ไปสงบนิ่งอยู่ในท่ามกลางของร่างกาย แต่ว่าเปล่งรัศมีออกมารอบกาย ทำให้พระองค์มองเห็นร่างกายเหมือนแก้วโปร่ง มองเห็นอวัยวะภายในกายทั่วหมดในขณะจิตเดียว ทั้งอวัยวะภายนอกด้วยในขณะจิตเดียว จะมองเห็น ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก ม้าม หัวใจ ตับ ปอด ผังพืด ครบ “อาการ ๓๒” ซึ่งในขณะนั้น จิตของพระองค์ สงบ นิ่ง แล้วรู้เห็นทุกสิ่งทุกอย่าง สักแต่ว่ารู้ ร่างกายหายไป ลมหายใจก็หายขาดไป ในที่สุดยังเหลือแต่จิตดวงเดียว นิ่ง สว่างไสว อยู่ในท่ามกลางแห่งจักรวาลอันกว้างใหญ่ ในขณะนั้น พระองค์จะรู้สึกมีแต่จิตของพระองค์ดวงเดียวเท่านั้น ไม่มีปรากฏการณ์อะไรเกิดขึ้น ตอนนี้ จิตของพระองค์อยู่ใน “จตุตถฌาน” เป็น “จิตพุทธะ” ซึ่งบังเกิดขึ้นกับพระองค์ ถ้าจะว่าโดย “จิต” ก็ “อัปปนาจิต” ว่าโดย “สมาธิ” ก็ “อัปปนาสมาธิ” ว่าโดย “ฌาน” ก็ “จตุตถฌาน”

            ทีนี้เมื่อจิตของพระองค์ไปถึงขั้น “จตุตถฌาน” พอจะขยับก้าวหน้าไปสู่ “อากาสานัญจายตนะ–วิญญาณัญจายตนะ–อากิญจัญญายตนะ–เนวสัญญานาสัญญายตนะ” ตามลำดับ ไม่ไปเช่นนั้น พอขยับจะก้าวขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง จิตของพระองค์วกเข้าไปสู่ “สัญญาเวทยิตนิโรธ” เรียกว่า “การเข้านิโรธสมาบัติ”  การเข้านิโรธสมาบัติเป็นฐานสร้างพลังจิตเพื่อกระโดดก้าวขึ้นไปสู่ “ภูมิธรรม” ขั้นโลกุตตระ พอจิตของพระองค์ไปสร้างพลังงานอยู่ที่ตรงนี้พร้อม จิตของพระองค์จึงเบ่งบานออกมาอีกครั้งหนึ่ง ในตอนที่อยู่ใน “สัญญาเวทยิตนิโรธ” นั้นเป็นสมาธิที่ละเอียดสุขุมที่สุด ถ้าไม่ใช่วิสัยปัญญาอย่างพระพุทธเจ้า ก็อาจจะเข้าใจว่าสำเร็จพระนิพพานในขั้นนี้ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างมันดับหมด แม้แต่จิตวิญญาณก็ทำท่าจะดับหมดสิ้นไป จะยังเหลือปรากฏอยู่ “จิตที่ละเอียดที่สุด”

            เมื่อเข้ามาถึงตอนนี้ ได้พลังพร้อม จิตเบ่งบานออกมาอีกครั้งหนึ่ง แผ่รัศมีครอบคลุมจักรวาลทั้งหมด ทำให้พระองค์ตรัสรู้เป็น “โลกวิทู” คือ ผู้รู้แจ้งโลก (โลก ๓ –โลกแห่งหมู่สัตว์) หมายถึง รู้ “ยมโลก” ได้แก่ ภพภูมิของภูตผีปีศาจ เปรตอสุรกาย ทั้งสัตว์นรก พระองค์รู้ในขณะจิตเดียว แล้วก็รู้ภพภูมิของมนุษย์ ซึ่งเรียกว่า “โลกมนุษย์” รู้ภพภูมิของเทวดา “เทวโลก” ตั้งแต่เทวดาขั้นจาตุมหาราช จนกระทั่งถึง “พรหมโลก” ชั้นอกนิฏฐาพรหม พระองค์รู้ในขณะจิตเดียว นอกจากจะรู้ความเป็นไปของโลกทั้ง ๓ ยังรู้อดีตชาติของพระองค์ว่า เคยเกิดมากี่ภพกี่ชาติ นอกจากจะรู้เรื่องของพระองค์แล้ว ยังรู้เรื่องของคนอื่นและสัตว์อื่นด้วย (ญาณ ๓) ว่าสัตว์ในจักรวาลนี้แต่ละตนแต่ละตัวเกิดมาแล้วกี่ภพกี่ชาติ อันนี้เรียกว่า รู้ “ปุพเพนิวาสานุสติญาณ” ในเมื่อรู้ความแตกต่างของภพภูมิของสัตว์ทั้งหลายทั้งปวง ก็มารู้กฎเกณฑ์แบ่งชั้นวรรณะ แบ่งความเป็นไปของสัตว์ทั้งหลายที่เป็นไปตามกฎของกรรม ซึ่งเรียกว่า “จุตูปปาตญาณ” แล้วก็รู้ “อาสวักขยญาณ” คือ อวิชชาโมหะอันเป็นต้นเหตุให้สัตว์ทั้งหลายทำกรรมไปตามที่ตนเข้าใจ เพราะความรู้ไม่จริงย่อมทำสิ่งที่เป็นบาปบ้าง สิ่งที่เป็นบุญบ้าง เมื่อทำขึ้นมาแล้ว ก็ไดรับผลของกรรม ได้รับผลของกรรม (วิบากกรรม) ก็แล้วแต่กฎของกรรม (กฎแห่งกรรม) จะซัดให้ไปเกิดในภพใดภูมิใด  ให้ไปตกนรกก็มี ให้ไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานก็มี ให้ไปเกิดเป็นมนุษย์ก็มี ให้เกิดเป็นเปรตสุรกาย เป็นเทวดา อินทร์พรหมยมยักษ์ ซึ่ง “อำนาจของกิเลส” เป็นผู้บันดาลให้สัตว์ทั้งหลายต้องทำกรรม

            “ปุพเพนิวาสานุสติญาณ” ก็ดี “จุตูปปาตญาณ” ก็ดี “อาสวักขยญาณ” ก็ดี พระองค์ตรัสรู้ใน “ขณะจิตเดียว” ตั้งแต่ปฐมยาม (ช่วงแรกของราตรี) การตรัสรู้ในขณะที่จิตทรงสมาธิขั้น “สมถกรรมฐาน” แต่ก็เป็นสมถกรรมฐานขั้น “โลกุตตรภูมิ” จิตไม่มีร่างกายตัวตน แต่สามารถรู้เห็นทุกสิ่งทุกอย่างได้  รู้เห็นอย่างนิ่งๆ ไม่มีภาษา “สมมุติบัญญัติ” จะเรียกอะไรว่าเป็นอะไร แต่จิตดวงนี้สามารถบันทึกข้อมูลต่างๆ เอาไว้พร้อมหมด ทั้ง  ปุพเพนิวาสานุสติญาณ จุตูปปาตญาณ และ อาสวักขยญาณ ทำไมจิตในขณะนั้นจึงคิดไม่เป็น เพราะไม่มีร่างกายตัวตน จิตของคนเราจะแสดงอาการคิดนึกขึ้นมาได้ ต้องอาศัยประสาทของสมอง คือ อาศัยการนี้เอง จึงจะคิดเป็น (สังขารธรรม คือ สภาพที่จะปรุงแต่งขึ้น – สังขตธรรม คือ สภาพที่ปรุงแต่งขึ้นแล้ว)  แต่ถ้าหากว่าจิตดวงนี้แยกจากกายไปอยู่เอกเทศส่วนหนึ่งต่างหากไม่เกี่ยวพันกัน (“นามรูปปริจเฉทญาณ” คือ ญาณกำหนดจำแนกรู้นามและรูป รู้ว่าสิ่งทั้งหลายมีแต่รูปธรรมและนามธรรม และกำหนดแยกได้ว่า อะไรเป็นรูปธรรม อะไรเป็นนามธรรม “ปัจจยปริคคหญาณ” คือ ญาณกำหนดรู้ปัจจัยของนามและรูป รู้ว่า รูปธรรมและนามธรรมทั้งหลายเกิดจากเหตุปัจจัย และเป็นปัจจัยแก่กัน อาศัยกัน โดยรู้ตามแนวปฏิจจสมุปบาท ก็ดี ตามแนวกฎแห่งกรรมก็ดี ตามแนววัฏฏะ ๓ ก็ดี เป็นต้น และ “สัมมสนญาณ” คือ ญาณกำหนดรู้ด้วยพิจารณาเห็นนามและรูปโดยไตรลักษณ์ คือ ยกรูปธรรมและนามธรรมทั้งหลายขึ้นพิจารณาโดยเห็นตามลักษณะที่เป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มิใช่ตัวตน) สามารถรู้เห็นทุกสิ่งทุกอย่างได้ แต่คิดไม่เป็น นี่คือ ธรรมชาติความเป็นจริงของจิตเป็นอย่างนี้ ที่นี้ในเมื่อพระพุทธองค์ได้ตรัสรู้เป็น “โลกวิทู” แล้ว เมื่อจิตของพระพุทธองค์ถอนจากสมาธิมา พอมารู้สึกว่ามี “กาย” เท่านั้น จิตตัวนี้จึงมาพิจารณาทบทวน “ปุพเพนิวาสานุสติญาณ” คือ การระลึกชาติหนหลังได้ ว่าเราเกิดมากี่ภพกี่ชาติ เคยเป็นอะไรมาบ้าง สัตว์ทั้งหลายเกิดมากี่ภพกี่ชาติ เคยเป็นอะไรมาบ้าง พระองค์พิจารณาเรื่องนี้จบในปฐมยาม

            เมื่อพิจารณาเรื่อง “ปุพเพนิวาสานุสติญาณ” จบลงแล้ว พระองค์ก็พิจารณาต่อไป ซึ่งในช่วงนี้ จิตของพระองค์ปฏิวัติตัวไปเองโดยอัตโนมัติ ไปพิจารณาเรื่อง “กฎของกรรม” (กฎแห่งกรรม) ว่าทำไมสัตว์ทั้งหลายจึงไปเกิดในภพภูมิต่างๆ กัน ที่เป็นเช่นนั้น ก็เพราะ “กฎของกรรม” ภาษิตที่ว่า:}

                        กัมมัง สัตเต วิภชาติ

                        “กรรมย่อมจำแนกสัตว์ให้มีประเภทต่างๆ”

เกิดขึ้นตั้งแต่ในสมัยนั้น

            เมื่อพระองค์พิจารณา “กฎของกรรม” คือ “จุตูปปาตญาณ” จบลงในมัชฉิมยาม (ส่วนที่ ๒ ของราตรี คือ ระยะเที่ยงคืน) แล้วก็ไปพิจารณาเรื่อง “กิเลสอาสวะ” คือ อวิชชา ความไม่รู้จริง ว่าสัตว์ทั้งหลายทำไมจึงต้องทำกรรม ทำกรรมดีบ้าง ทำกรรมชั่วบ้าง เพราะความรู้ไม่จริง แล้วก็ทำกรรมไปตามที่ตนคิดว่าถูกต้อง (ทิฏฐิ) แต่ว่าสิ่งที่ทำนั้นมันเป็นทั้งบุญเป็นทั้งบาป มีทั้งดีมีทั้งชั่ว เมื่อทำลงไปแล้วมันก็เกิด “วิบาก” คือ ผล เมื่อได้รับผลของกรรม “กฎของกรรม” ก็ส่งหนุนให้เวียนว่ายตายเกิดใน “วัฏฏสงสาร” ไม่จักจบจักสิ้น เรื่องนี้พระองค์พิจารณาจบลงไปในปัจฉิมยาม (ช่วงสุดท้ายแห่งราตรี) คือ จวนใกล้รุ่ง

ในเมื่อพิจารณา ๓ อย่างนี้ ตามลำดับยามทั้ง ๓ คือ ปฐมยาม พิจารณาเรื่อง “ปุพเพนิวาสานุสติญาณ” (ญาณเป็นเหตุระลึกขันธ์ที่อาศัยอยู่ในก่อนได้ ระลึกชาติได้) มัชฌิมยาม พิจารณาเรื่อง “จุตูปปาตญาณ” (ญาณกำหนดรู้จุติและอุบัติแห่งสัตว์ทั้งหลาย อันเป็นไปตามกรรม เห็นการเวียนว่ายตายเกิดของสัตว์ทั้งหลาย เรียกอีกอย่างว่า ทิพพจักขุญาณ) และ ปัจฉิมยาม พิจารณาเรื่อง “อาสวักขยญาณ” หรือ “อาสวกิเลส” (ญาณหยั่งรู้ในธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ความรู้ที่ทำให้สิ้นอาสวะแห่งความตรัสรู้) ในเมื่อพิจารณาจบลงไปแล้ว จิตยอมรับสภาพความจริง ว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เรารู้เห็นมานั้น เป็นความจริงแท้ ไม่แปรผัน “อรหัตมรรคญาณ” จึงบังเกิดขึ้นในขณะจิตนั้น แล้วก็ตัดกิเลสอาสะขาดสะบั้นไป จึงทำให้พระองค์สิ้นภพสิ้นชาติ สิ้นอาสวกิเลส ถึงซึ่งความบริสุทธิ์สะอาดโดยสิ้นเชิง แม้กิเลสน้อยหนึ่งเท่าธุลีมิได้มีเหลือติดอยู่ในพระทัยของพระองค์อีกแล้ว แล้วกิเลสทั้งหลาย ก็ไม่สามารถที่จะมาประทุษร้ายดวงจิตของพระองค์ดวงนี้ให้เศร้าหมองอีก ก็เป็นอันว่าบรรลุถึงแดนอมตะ จึงได้พระนามว่า :}

            อะระหัง สัมมาสัมพุทธโธ ภะคะวา

            “พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นพระอรหันต์ดับเพลิงกิเลสเพลิงทุกข์สิ้นเชิง

ตรัสรู้ชองได้โดยพระองค์เอง”

ด้วยประการฉะนี้

เพราะฉะนั้น สาธุชนทั้งหลายผู้ที่มุ่งหวังจะปฏิบัติสมาธิให้ได้ผลอย่างแท้จริง อย่าไปข้องใจสงสัยในหลักและวิธีการ (วิจิกิจฉา) เราจะบริกรรมภาวนาคำไหนก็ได้ ถ้าใครนับถือศาสนาคริสต์ให้บริกรรมภาวนา “เยซู” ถ้าใครถืออิสลามให้บริกรรมภาวนาถึง “พระเจ้าอัลเลาะห์” ถ้าใครถือศาสนาพุทธให้ภาวนา “พุทโธ” เมื่อท่านตั้งใจภาวนาจริงๆ เมื่อจิตสงบเป็นสมาธิ “จิต–หยุด–นิ่ง–สว่าง–รู้–ตื่น–เบิกบาน” มีแนวโน้มเป็นอย่างเดียวกันหมด เพราะสมาธิเป็นสัจจธรรมมีหนึ่งเดียว จะแตกต่างกันไม่ได้ แต่วิธีการนั้น เราอาจจะใช้อุบายวิธีต่างกัน แต่ผลลัพธ์ ก็คือ “สมาธิอันเดียวกัน” นั้นเอง

บรรดาครูบาอาจารย์ที่สอนกรรมฐานในปัจจุบันนี้ แบ่งออกเป็น ๒ ประเภท (๑) ประเภทที่หนึ่ง รู้หลักวิธีการตามตำรับตำรา แต่ทำสมาธิไม่เป็น ก็ไม่รู้เรื่องของสมาธิ และ (๒) อีกประเภทหนึ่ง รู้หลักวิธีการทำสมาธิเก่ง มีประสบการณ์มาก ย่อมเข้าใจในเรื่องสมาธิดี

ความเข้าใจคำว่า “สมาธิ” ของคนในปัจจุบันนี้ก็มี ๒ อย่าง อย่างหนึ่ง ผู้บริกรรมภาวนาน้อมจิตบังคับจิตให้หยุดนิ่ง เมื่ออาศัยความคล่องตัวชำนิชำนาญ เราต้องการจะให้จิตของเราหยุดเมื่อไรก็ได้ เมื่อจิตหยุดแล้ว เราก็ต้องตั้งใจประคองจิตให้หยุดนิ่งอยู่ อันนี้มันเป็นแต่เพียงความสงบที่เราแต่งเอาได้ ไม่ใช่สมาธิ แต่ “สมาธิที่แท้จิรง” นั้น ในเมื่อจิตหยุดนิ่งได้ แล้วจิตแปรสภาพไปเป็นอย่างอื่น คือ “นิ่ง–สว่าง–รู้–ตื่น–เบิกบาน” หรือรู้สึกแจ่มๆ ภายในส่วนลึกของจิต มีความรู้พร้อมในขณะจิตนั้น “ศีล–สมาธิ–ปัญญา” ก็รวมลงสู่จุดนั้น คือ “ความปกติของจิต” เมื่อจิตวูบๆๆๆ ลงไป “สัญญาเจตนา” (สัญเจตนา–ความจงใจ) ที่จะให้จิตสงบก็ไม่มี “ความตั้งใจ” จะให้จิตเป็นอย่างไรนั้น มันหมดสิ้นไป ความตั้งใจจะให้จิตสงบก็ไม่มี ความตั้งใจจะให้จิตรู้เห็นอะไรก็ไม่มี จิตจะไปสู่ “สมาธิ” ขั้นใด “ญาณ” ขั้นใด หรือเกิด “ความรู้” ใดๆ ขึ้นมา จิตจะปฏิวัติตัวไปเองโดยอัตโนมัติ ซึ่งเราไม่ได้ควบคุมจิต เราไม่ได้มี “สัญญาเจตนา” (สัญเจตนา–ความจงใจ) ใดๆ ที่จะไปควบคุมจิต หรือเราไม่ได้ตั้งใจจะน้อมจิตไปรู้ไปเห็นอะไร แต่จิตจะปฏิวัติตัวไปรู้ไปเห็นเอง ซึ่งเรียกว่า เป็นไปเองโดยอัตโนมัติ อันนี้จึงจะได้ชื่อว่าเป็นสมาธิ “จิตเป็นสมาธิอย่างแท้จริง”

ในเมื่อจิตของเราเป็นสมาธิแล้ว ทางไปของจิต มีอยู่ ๒ อย่าง อย่างหนึ่ง “จิตสงบ–นิ่ง–สว่าง–รู้–ตื่น–เบิกบาน” แล้ก็สงบละเอียดๆ จนกระทั้งร่างกายตัวตนหายไป อันนี้จิตสงบเป็นสมาธิในสาย “ฌานสมาบัติ” (สมถกรรมฐาน) แต่ถึงแม้ว่าจะเป็นสมาธิใน “ฌานสมาบัติ” แต่เราก็จำเป็นจะต้องปฏิบัติซึ่งจิตจะปฏิวัติตัวไปเองโดยอัตโนมัติจะเป็นอย่างไรก็ตาม ทีนี้สมาธิอีกแบบหนึ่ง บางทีเราอาจจะภาวนา “พุทโธ–พุทโธ”– ๓ คำ จิตวูบลงไปนิดหนึ่ง ความรู้ความคิดผุดขึ้นมายังกับน้ำพุ ในลักษณะอย่างนี้ท่านเรียกว่า “ลักขณูปนิชฌาน” ขึ้นสู่ “ภูมิแห่งวิปัสสนากรรมฐาน”

ถ้าหากว่าจิตไปสำคัญมั่นหมายในความเปลี่ยนแปลง ก็รู้ความไม่เที่ยง คือ “อนิจจัง” เมื่อรู้ “อนิจจัง” ก็รู้ “ทุกขัง” คือ ความทนอยู่ไม่ได้ของสิ่งนั้น เมื่อรู้ “อนิจจัง – ทุกขัง” เราก็รู้ “อนัตตา” คือ ความไม่เป็นตัวของตัวของนิมิตหรือสิ่งรู้สิ่งนั้น (สภาวธรรม) เราได้รู้ธรรม เห็นธรรม แต่ถ้าหากว่าจิตของเราไม่ไปอย่างนั้น พอสงบ สว่าง ร่างกายยังปรากฏ จิตว่างตามลม เข้ามา มาสงบ สว่าง อยู่ในท่ามกลางของร่างกาย ก็จะมองเห็นอวัยวะภายในภายนี้ทั่วหมดในขณะจิตเดียวครบ “อาการ ๓๒” แล้วจิตจะค่อยสงบละเอียดๆ ไปสู่จุดที่เรียกว่า “ร่างกายหาย” ยังเหลือแต่จิตดวงเดียว

ทีนี้ถ้าหากว่าจิตผ่านการสำรวจภายใน คือ “ร่างกาย” รู้ “อาการ ๓๒” เมื่อร่างกาย คือ “อาการ ๓๒” หายไป ยังเหลือแต่จิตดวงเดียว นิ่ง สว่างไสว ถ้าจิตมีภูมิพอที่จะรู้ธรรม เห็นธรรม จิตจะย้อนมองมาดูกาย จะเห็นร่างกายขึ้นอืด เน่าเปื่อย ผุพัง สลาย ตัวไป จนไม่มีอะไรเหลือ เมื่อจิตถอนจากสมาธิแล้ว ก็จะบอกกับตัวเองว่า นี่แหละ คือ “การตาย” ตายแล้วก็ขึ้นอืด น้ำเหลืองไหล เนื้อหนังพังไปเป็นของปฏิกูล น่าเกลียด โสโครก เหลือแต่โครงกระดูก กระดูกก็แหลกละเอียดลงไป หายจมลงไปในผืนแผ่นดิน ไหนเล่า สัตว์บุคคล ตัวตน เราเขา มีที่ไหน มันมีแต่ “ธาตุ ๔” ดิน น้ำ ลม ไฟ ประชุมกันอยู่เท่านั้น ในเมื่อกายกับจิตยังสัมพันธ์กันอยู่ ก็ยังมีชีวิตอยู่ตลอดไป ถ้ากายกับจิตแยกจากกันเป็นคนละส่วน ส่วนกายก็เน่าเปื่อยผุพังไปตาม “ธรรมชาติ” ส่วนจิตก็ไปตาม “กฎของกรรม” แล้วแต่กรรมจะหนุนส่งให้ไปเกิดที่ไหน อันนี้ทางหนึ่งที่จิตจะเป็นไป

อีกทางหนึ่ง ถ้าจิตไม่เป็นไปตามแนวทางทั้ง ๒ ทาง ที่กล่าวมา พอจิตสงบแล้ว จิตก็กำหนดรู้อยู่ที่จิตเพียงอย่างเดียว ในเมื่อจิตรู้อยู่ที่จิต ตอนนิ่งๆ จะรู้เห็นว่าจิตนิ่งๆ ไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ถ้าหากว่าจิตของเรามีกำลังพอที่จะเกิด “ภูมิความรู้” มันจะมีปรากฏการณ์วับแวบๆ อยู่ในจิต บางทีก็เป็นความคิดที่ละเอียด บางทีก็เป็นเหมือนเมฆหมอกไหลผ่านไป บางทีก็นิ่งๆ ว่างๆ ซึ่งแล้วแต่จิตมันจะเป็นไปเองโดยอัตโนมัติ

ทีนี้จิตไปรู้สิ่งที่เกิดดับอยู่ภายในจิต เรียกว่า “จิตกำหนดรู้ความเกิดดับ” ความเกิดดับที่ปรากฏภายในจิตนั่นแหละเป็น “สิ่งรู้ของจิต” เป็น “สิ่งระลึกของสติ” เมื่อสมาธิและสติปัญญาแก่กล้าขึ้น จะกำหนดหมายรู้สิ่งที่เกิดดับว่า “ไม่เที่ยง – เป็นทุกข์ – เป็นอนัตตา” ถ้าได้ความรู้ในทางธรรมะเป็นภาษาขึ้นมา ก็จะรู้ขึ้นมาว่า

  ยํ กิญฺจิ สมุทยธมฺมํ สพฺพนิตํ นิโรธธมฺมํ

  “ทุกสิ่งทุกอย่าง มีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา แล้วก็ดับไปเป็นธรรมดา”

อันนี้ คือ “กฎของธรรมชาติ” จิตก็จะรู้แจ้งเห็นจริงขึ้นมาเอง

เอาละ วันนี้ขอกล่าวธรรมะพอเป็นแนวทางในการพิจารณาของบรรดาท่านทั้งหลาย ก่อนที่จะจากกัน ในฐานะที่ท่านเป็นครูบาอาจารย์สอนลูกศิษย์ การสอนสมาธิของลูกศิษย์ในห้องเรียนเป็นแนวทางที่ดีที่สุด ถ้าหากว่าท่านไม่ถือว่ามันเป็นของแปลกใหม่เกินไป เวลาท่านไปยืนหน้าห้องกำลังเตรียมจะสอนนักเรียน ท่านอาจจะกล่าวเตือนนักเรียกว่า นักเรียนทุกคนมองมาที่ตัวข้าพเจ้า ส่งจิตมารวมไว้ที่ตัวข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะถ่ายทอดพลังจิตและวิชาความรู้จากครูอย่างตรงไปตรงมา อย่าบิดพลิ้ว มีอะไรก็สอนไป แล้วเตือนไปเป็นระยะๆ ในทำนองนี้ ลูกศิษย์ของท่านจะได้สมาธิในห้องเรียนอย่างไม่รู้สึกตัว ของฝากความคิดเห็นไว้เพียงแค่นี้

ในท้ายสุดนี้ ด้วยพระบารมีของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จงดลบันดาลให้จิตใจของท่านทั้งหลายยึดมั่นในคุณพระรัตนตรัย คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ยึดมั่นในเจตนาแน่วแน่ที่จะละบาปความชั่วตามกฎของ “ศีล ๕” แล้วก็ให้จิตของท่านสงบเป็นสมาธิ ได้อุบายวิธีการปฏิบัติที่ถูกต้อง แม้จะปรารถนาสิ่งอื่นอันเป็นผลพลอยได้ ก็จงสำเร็จตามปณิธานความปรารถนาในที่ทุกสถาน ตลอดกาลทุกเมื่อ เทอญ

 

 

 

 

¥ เทศน์อบรมครูผู้สอนวิชาพระพุทธศาสนา

    เขตการศึกษา ๑๑ ณ วัดวะภูแก้ว วันที่ ๑๗ เมษายน ๒๕๔๑

 

 


   

 

 [Last Modified: November 5, 2015]  

 

 

 

Visitor Number:
5101564