.

ศีลห้าคืออุบายสร้างความรัก

The Five Precepts as the Way for Love-Kindness

 

 

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

By Nithee Siripat – Siripat.com and Academiae Network. 2011

Your Reading Number:  904  

 

    File Download of Reading References

 
Dictionary of Numerical Dhammas — พจนานุกรมพุทธศาสน์ หมวดธรรม
  Dictionary of Buddhist Terms — พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์
 
 

บทความที่ ๖ ประจำปี ๒๕๕๔ หลวงพ่อพุธ ฐานิโย – ศีลห้าคืออุบายสร้างความรัก

  

พุทธวาทะ

“พระพุทธเจ้าปรารถนาให้มนุษย์มีความรักกัน จึงชักชวนให้ปฏิบัติ ‘ศีล ๕’ เพราะการไม่ฆ่าก็เป็นเหตุให้รักกัน การไม่ลักขโมย จี้ปล้น ฉ้อโกง ก็เป็นเหตุให้รักกัน การงดเว้นมุสาวาท สุรา ก็เป็นเหตุ เป็นปัจจัย ให้เกิดความรักกัน เมื่อมนุษย์ต่างมีความรักกันก็มีแค่ความสงบสุข”

 

ขอโอกาสต่อครูบาอาจารย์ ขอแสดงเมตตาจิตต่อบรรดาท่านพุทธสาสนิกชนทั้งหลาย และขอกล่าวว่า ขอแสดงความยินดีที่เราท่านทั้งหลายมีชีวิตรอดจากอันตรายมาจนกระทั่งจวบถึงวันขึ้นปีใหม่ ปีเก่าที่ผ่านไป เราได้สร้างคุณงามความดีโดยอาศัย กาย วาจา และใจ เป็นพื้นฐานแห่งการสร้างคุณงามความดี เพราะอาศัยคุณงานความดีนั้นๆ เราจึงมีอายุผ่านพ้นอันตรายมาได้ด้วยดี เพราะอาศัยการที่เรามีคุณความดี คือ “บุญกุศล” ส่งให้เรามีชีวิตยืนยาวมาถึงขนาดนี้ ทุกท่านไม่ควรประมาทในการที่จะบำเพ็ญทาน–ศีล–ภาวนา “ทาน–ศีล–ภาวนา” เป็นแผนการสร้างคุณงามความดี

โดยปกติแล้ว กายกับใจของเราเป็นสภาวธรรมอย่างหนึ่ง ซึ่งจัดเข้าในหมวดหลักธรรม ซึ่งเรียกว่า “สังขาร” สังขารตัวนี้เรียกว่า “อุปาทินกสังขาร” คือ “สังขารที่มีใจครอง” ตราบใดที่กายเรายังมีใจครองอยู่ กายของเราก็เป็น “อุปาทินกสังขาร” ถ้าใจตัวนี้อุตริทิ้งกายหนีไปเสีย ร่างกายก็จะกลายเป็นเพียง “วัตถุธรรม” อย่างหนึ่ง ทอดทิ้งทับถมแผ่นดิน มีแต่จะเน่าเปื่อยผุพังไปตามสภาพความเป็นจริงของ “ดิน–น้ำ–ลม–ไฟ” ที่เราอาศัยอยู่ ณ ปัจจุบันนี้ ก็คือ “ดิน–น้ำ–ลม–ไฟ” ที่มาเป็นร่างกายของเรานี้เอง “ดิน–น้ำ–ลม–ไฟ” ภายนอกเป็นเครื่องอุปกรณ์บำรุงเลี้ยง “ดิน–น้ำ–ลม–ไฟ” ภายในให้ทรงชีพอยู่ อาหารที่เราบริโภคสักครู่นี้เป็น “ธาตุดิน” น้ำที่ดื่มเข้าไปเป็น “ธาตุน้ำ” ความอบอุ่นที่ได้จากดวงอาทิตย์เป็น “ธาตุไฟ” ลมหายใจเข้า–ออกเป็น “ธาตุลม” ทั้งภายนอกและภายในอาศัยซึ่งกันและกัน

สังขารที่เราได้มา คือ “กาย” กับ “ใจ” เราได้มาด้วย “บุญ” เพราะเราเชื่อมั่นในคำสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า “บุญเป็นสิ่งที่เกื้อหนุนให้เรามีชีวิตอยู่” คนจะมีอายุสั้น อายุยาว มีโรคภัยไข้เจ็บ มีสุขภาพร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ เพราะอาศัย “บุญ” เป็นเครื่องเกื้อหนุน คนทำปาณาติบาตมีอายุสั้น คนดื่มสุราเมรัยมีสติปัญญาเสื่อมทราม ดังนั้น หลักการที่เราจะปฏิบัติเพื่อให้เกิดผลชนิดหนึ่งขึ้นมา ซึ่งเรียกว่า “บุญ” ได้แก่ การให้ทาน การักษาศีล การเจริญภาวนา “ทาน–ศีล–ภาวนา” นี้ ถ้าท่านผู้ใดสามารถที่จะบำเพ็ญให้เกิดผล จนสะสมเอาไว้ในใจมากมายพอสมควร “บุญกุศล” นั้น จะมีพลังงานกลายเป็นตัว “สังขาร” ชนิดหนึ่ง “สังขาร” ตัวนี้ เรียกว่า “ปุญญาภิสังขาร” สังขารร่างกายของเรา “เกิด–แก่–เจ็บ–ตาย” ในเมื่อเกิดมาแล้ว ย่อมเป็นไปตามกฎของบุญของกรรม เราตกแต่งไม่ได้ เพราะ “บุญกรรม” เก่าของเราแต่งมาอย่างนั้น เรามีอายุสั้นเพราะอาศัยบุญที่เราตกแต่งมาน้อย เรามีอายุยาวเพราะอาศัยบุญที่เราตกแต่งมามาก เมื่อเป็นเช่นนั้น เกิดมาชาตินี้ภพนี้ ชีวิตเราผ่านพ้นอันตรายมาได้แล้วปีหนึ่ง เราก็ควรจะได้สร้างบุญ สร้างกุศล มากๆ

ทีนี้แผนการสร้างบุญกุศล ก็คือ การให้ทาน การรักษาศีล การเจริญภาวนา เรานับถือพระพุทธศาสนา มีพระพุทธเจ้าเป็นองค์ประธาน พระพุทธเจ้าเป็นผู้รู้ดีรู้ชอบด้วยพระองค์เอง และรู้กฎความจริงของธรรมชาติชนิดหนึ่งซึ่งเป็นไปตามกฎธรรมดา ซึ่งเรียกว่า “อนิจจัง–ทุกขัง–อนัตตา” ทุกสิ่งเกิด มีความเกิดขึ้น ทรงตัวอยู่ชั่วขณะหนึ่ง ในที่สุดก็สลายตัว กฎอันนี้ใครคัดค้านไม่ได้ ปฏิเสธไม่ได้ จะต้องประสบกันอยู่ทุกคน เพราะมันเป็นกฎธรรมดาชนิดหนึ่ง

เมื่อเราได้รับฟังโอวาทคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าในข้อที่ว่า เรามีกรรมเป็นของของตน มีกรรมเป็นผู้ให้ผล มีกรรมเป็นแดนเกิด มีกรรมเป็นผู้ติดตาม เราจะทำกรรมอันใดไว้ ดีก็ตาม ชั่วก็ตาม เราจะต้องได้รับผลของกรรมนั้นแน่นอน

คนเรามีกายกับใจ ทำอะไรลงไปโดย “เจตนา” คือ “ความตั้งใจ”

            เจตะนาหัง ภิกขะเว กัมมัง วะทามิ

            “ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย เรากล่าวเจตนาว่าเป็นกรรม”

 

ในศาสนาอื่นๆ ศาสนาคริสต์ พระเจ้าเป็นผู้สร้างโลก สร้างมนุษย์ และสร้างสัตว์ทั้งหลาย ศาสนาพราหมณ์ พระพรหมเป็นผู้สร้างโลก สร้างมนุษย์ และสร้างสัตว์ทั้งหลาย แต่พระพุทธเจ้าของเรานี้ ไม่เคยประกาศกล่าวอ้างว่า พระองค์ได้สร้างอะไรขึ้นมาในโลกนี้ แต่พระองค์ประกาศท้าทายว่า พระองค์รู้ “ความจริงของโลก” นี้เป็นมติของพระพุทธเจ้า

พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้สร้างอะไรจริงๆ แต่พระองค์รู้ “ความจริงของโลก” รู้ว่าสัตว์เกิดมาเพราะอะไร สัตว์มีความสุขความเจริญเพราะอะไร สัตว์ทั้งหลายมีประเภทต่างๆ กันเพราะอะไร

            กัมมัง สัตเต วิภะชะติ

            “กรรมย่อม จำแนกสัตว์ให้เป็นต่างๆ กัน”

 

เมื่อเป็นเช่นนั้น พระพุทธเจ้าทรงทราบ “หลักและกฎแห่งความจริง” อันหนึ่ง หลักและกฎความจริงอันนั้นเป็นสิ่งที่เป็นจริงโดย “กฎของธรรมชาติ” แล้วใครจะปฏิเสธไม่ได้ ส่วนกฎความจริงที่พระพุทธเจ้าทรงทราบนั้น พุทธบริษัทควรสนใจและทำความเข้าใจ ได้แก่ “บทบัญญัติ” ที่ให้เราปฏิบัติตาม และกฎอันนี้เมื่อคาละเมิดล่วงเกินแล้วเป็น “บาป” ทันที ถ้าจะว่าบาปก็เป็นบาปทันที เมื่อทำลงไปแล้ว ภายหลังมาเรารู้สึกสำนึกขึ้นมาว่า อันนี้มันไม่ดี เราทำเล่นๆ แต่เราไมต้องการผลตอบแทน มันก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะเป็น “กฎธรรมชาติ” เปรียบเหมือนเราเอมมือจี้ลงไปในกองไฟหรือเอามือไปหยิบถ่านไฟแดงๆ ร้อนๆ ในเมื่อหยิบแล้ว ในใจเรานึกว่า เราปรารถนาความเย็น ต้องการความเย็น จากถ่านไฟหรือไฟที่กำลังลุกโชนอยู่นั้น เราก็จะไม่ได้ความเย็น เราจะได้แต่ความร้อน เพราะธรรมชาติของไฟมันมีแต่ความร้อน อันนี้กฎที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติให้เราประพฤติปฏิบัติ ซึ่งเป็น “กฎความจริงโดยธรรมชาติ” นั้นก็เช่นเดียวกัน

“กฎธรรมชาติ” นั้น คือ อะไร ท่านเคยคิดหรือไม่ กฎธรรมชาติอันเป็นหลักปฏิบัติโดยตรง และดูเหมือนจะมีไม่มาก มีเพียง ๕ ข้อ เท่านั้น คือ “ศีล ๕” ที่ท่านได้สมาทานมาแล้ว การประพฤติผิด “ศีล” ๕ ข้อ คนสมาทานศีลประพฤติผิดก็ “บาป” คนไม่สมาทานศีลประพฤติผิดก็ “บาป” คนในศาสนาคริสต์ประพฤติผิดก็ “บาป” พระพรหมผู้สร้างโลกสร้างมนุษย์ประพฤติผิดก็ “บาป” ทำแล้วบาปทันที เพราะเป็น “กฎธรรมชาติ” พระพุทธเจ้าทรงทราบความจริงอย่างนี้ ฆ่ากันบาปทันที ขโมยของกันบาปทันที จี้ปล้นฉ้อโกงบาปทันที ข่มเหงน้ำใจ คือ ละเมิดลูกเมียของใครซึ่งเขาหวงแหนบาปทันที โกหก หลอกลวง ทำให้ผู้อื่นต้องเสียเกียรติยศ ทรัพย์สินสมบัติ ชื่อเสีย “บาปทันที” มัวเมาในสิ่งที่จะทำให้เราเสียผู้เสียคนบาปทันที ทำลงไปแล้วนึกว่าฉันทำเล่นๆ ไม่เอาบาป มันก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะมันเป็น “กฎธรรมชาติ”

นี่ คือ “ความจริงในกฎแห่งการปฏิบัติ” และนักปราชญ์ทั้งหลายยอมรับ “ศีล” ๕ ประการ นี้ เป็น “มนุษยธรรม” เป็นธรรมประจำมนุษย์ พระพุทธเจ้าจะมีหรือไม่มีก็ตาม ยังมีผู้ปฏิบัติ “ศีล ๕” อยู่ ถึงไม่ทั่วไป แต่ก็ยังมีคนปฏิบัติอยู่ไม่ขาดทุกยุคทุกสมัย ดังนั้น ท่านจึงยอมรับว่าเป็น “มนุษยธรรม” ที่เรียกว่า เป็น “มนุษยธรรม” ก็เพราะมันเป็นคุณธรรมปรับพื้นฐานความเป็นมนุษย์ให้สมบูรณ์

และมีอีกประเด็นหนึ่งที่เราจะต้องทำความเข้าใจ “ทำไมพระพุทธเจ้าย้ำนักย้ำหนาให้เราปฏิบัติศีล ๕” โดยวิสัยของพระพุทธเจ้าทรงไว้ซึ่งพระมหากรุณาคุณ ทรงเมตตาสงสารสัตวโลก ที่พระพุทธเจ้าทรงชักจูงให้เราปฏิบัติ “ศีล ๕” ก็เพราะปรารถนา “ความรัก” คนเราทุกคนต้องการความรัก ถ้าไปมองดูหน้าใคร เขาทำหน้าบึ้งๆ ทำทีแสดงท่าทางโกรธ เราชักจะไม่พอใจ เพราะรู้แล้วว่าเขาไม่มีความรัก เขามีแต่ความโกรธ  พระพุทธเจ้าปรารถนาให้มนุษย์มีความรักกัน จึงชักชวนให้ปฏิบัติ “ศีล ๕” เพราะการไม่ฆ่าก็เป็นเหตุให้รักกัน การไม่ลักขโมยจี้ปล้นฉ้อโกงก็เป็นเหตุให้รักกัน การงดเว้นมุสาวาท สุรา ก็เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เกิดความรักกัน เมื่อมนุษย์ต่างมีความรักกันก็มีแต่ความสุข ดังนั้น “ศีล ๕” จึงเป็นคุณธรรมป้องกันไม่ให้มนุษย์เกิดมีการฆ่ากัน

และศีล ๕ ประการนี้ เป็นคุณธรรมสำหรับ “ตัดกรรม–ตัดเวร–ตัดผลเพิ่มของกิเลส” เคยได้ยินว่า มีผู้ทำ “พิธีตัดกรรม–ตัดเวร” ในเมื่อพูดถึงเรื่อง “การตัดกรรม–ตัดเวร” บางท่านอาจมีความสงสัย “กรรม” นี้มันตัดได้หรือเปล่า “กรรม” ที่ทำลงไปแล้ว ดีก็ตาม ชั่วก็ตาม ไม่มีทางที่จะทำ “พิธีตัดกรรม–ตัดเวร” นั้นได้ ถ้าใครต้องการจะ “ตัดกรรม–ตัดเวร” ให้เป็นสิ่งที่แน่นอนกันจริงๆ ก็ให้มี “ศีล ๕” ซึ่ง “ศีล ๕” แต่ละข้อลงท้ายว่า “เวรมณี” คำว่า “เวระ” แปลว่า “เวร” ซึ่ง “เวร” ก็คือ สิ่งที่เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ “ผูกพยาบาท” เมื่อมีการผูกพยาบาทอาฆาต ก็ต้องมี “การฆ่ากัน” ประทุษร้ายซึ่งกันและกัน ถ้าใครอยากหมดกรรมหมดเวร ต้องมี  “ศีล ๕” เพราะ  “ศีล ๕” เป็นอุบาย “ตัดกรรม–ตัดเวร” และ “ศีล ๕” ยังเป็นขอบเขตของการใช้กิเลสให้เกิดประโยชน์โดยความเป็นธรรม

กฎความจริงของสังคมโลก ทั้งอดีต ปัจจุบัน และ อนาคต มนุษย์เรามีความต้องการอยู่เพียง ๔ อย่าง คือ

๑.     ความมีลาภ

๒.   ความมียศ

๓.    ความมีสรรเสริญ

๔.    ความมีสุข

 

ในทางตรงกันข้าม เราไม่ปรารถนาความเสื่อมลาภ ความเสื่อมยศ นินทา ความทุกข์ จริงหรือเปล่า เราลองพิจารณาดูซิว่า เป็นความจริงหรือเปล่า

คนเราทุกคนมีสิทธิเสรีภาพในการแสวงหาลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ด้วยกันทั้งนั้น ใครมีความคิด สติปัญญาเพียงใด แค่ไหน ย่อมมีความทะเยอทะยานกันไป แต่ว่าการแสวงหาลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ควรมีขอบเขต ขอบเขตของการแสวงหาสิ่งเหล่านี้ ก็คือ  “ศีล ๕” อีกนั่นแหละ โดยเอา “ขันติ” ความอดทนขึ้นมาเป็นประธานไว้ก่อน พระพุทธเจ้าทรงเทศนามาตลอดเวลา ๔๕ ปี เมื่อสรุปหลักคำสอนที่เป็นแนวทางปฏิบัติ ก็มารวมอยู่ที่ “ขันติ” คือ ความอดทน

 

            ขันติ ปะระมัง ตะโป ตีติกขา

            “ความอดกลั้น ความทนทาน เป็น “ตบธรรม” คือ ความเพียรเผาบาปอย่างยิ่ง”

 

ปฏิบัติได้ โดยอาศัย “ศีล ๕” เป็นหลัก เวลาโกรธให้นึกถึง “ปาณาติบาต” เอาไว้ ทีนี้ถ้าโกรธมาแล้ว ใจคิดอยากจะด่า อยากจะฆ่า อยากตี อดทนเอาไว้ โดยนึกว่าพระพุทธเจ้าฆ่าด่าตีไม่เป็น เราเป็นลูกศิษย์พระพุทธเจ้าแล้วเราต้องปฏิบัติตาม

เมื่อเกิดความโลภขึ้นแล้ว ถ้านึกออกไปว่า อยากจะแสวงหาผลประโยชน์ในทางที่ไม่ชอบด้วยเหตุผลและธรรม ก็ให้นึกถึงศีลข้อ “อทินนาทาน” เอาไว้ พระพุทธเจ้าขโมยไม่เป็น ฉ้อโกงไม่เป็น ลักจี้ปล้นไม่เป็น เราก็หยุดทันที

หากจิตใจออกนอกลู่นอกทาง ไม่อยู่ในขอบเขต เช่น สามีนอกใจภรรยา ก็ให้นึกถึงศีลข้อ “กาเมสุมิจฉาวาร” เอาไว้ พระพุทธเจ้าท่านไม่ปฏิบัติเช่นนั้น เราก็ไม่ควรปฏิบัติ

ถ้าช่วงใดนึกสนุกขึ้นมา อยากจะโกหกหลอกลวงคนโน้นคนนี้ นึกถึงศีลข้อ “มุสา” เอาไว้ พระพุทธเจ้าไม่ปฏิบัติเช่นนั้น เราก็ต้องปฏิบัติตาม

หากสิ่งใดที่มันมัวเมาเกินไป จนทำให้เราเสียผู้เสียคน มัวเมาในการพนัน มัวเมาในการเที่ยว มัวเมาในการใช้จ่ายโดยไม่ขอบเขต นึกถึงศีลข้อ “สุรา” เอาไว้ สุราตัวนี้ไม่เฉพาะแค่ดื่มเหล้าอย่างเดียวนะ ความเมานี้ โดยปกติ คนเรามีความเมาอยู่ ๒๕% ทุกคน เมื่อเรามีความเมาเป็นพื้นฐานอยู่แล้ว เอาสิ่งซึ่งไปทำลายประสาทเพิ่มเข้าไป ก็จะทำให้เกิดความมึนเมายิ่งขึ้นไปอีก เมื่อเราเกิดความเมาแล้ว จะปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า จะเอาดีกับพระพุทธเจ้า ก็ต้องนึกถึงศีลข้อนี้ โดยอาศัย

ศีล ๕ นี้ ถ้าใครปฏิบัติได้

๑.     ได้บำเพ็ญอภัยทาน

๒.   ทำให้จิตเกิดความเมตตาปรานี

๓.    ได้ความรัก

๔.    ป้องกันไม่ให้เกิดมีการฆ่ากัน

๕.    ปรับพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ให้สมบูรณ์

 

เมื่อเรามี “ศีล ๕” บริสุทธิ์บริบูรณ์ดี ความเป็นมนุษย์ของเราก็สมบูรณ์ กายเป็นปกติ วาจาก็ปกติ ในเมื่อกาย วาจา ปกติ ใจก็พลอยปกติไปด้วย เมื่อเราไม่ฆ่าใคร ใครหนอจะมาฆ่าเรา เมื่อเราไม่ประทุษร้ายใคร ใครหนอจะมาประทุษร้ายเรา เราเคารพในสิทธิเสรีภาพของมวลมนุษย์ด้วยกัน คนอื่นเขาก็ต้องเคารพต่อเรา

วันทะโก ปฏิวันทะนัง

“ผู้ไหว้ย่อมได้รับการไหว้ตอบ”

โปชะโก ชะพะเตโปชัง

“ผู้บูชาย่อมได้รับการบูชาตอบ”

นี่คือ แผนการปฏิบัติเพื่อละชั่วและเป็นอุบายตัดผลเพิ่มของกิเลส เป็นอุบายตัดผลเพิ่มของบาปกรรม

กิเลสมันจะถูกบั่นทอนกำลังลงได้ เพราะเรายึดมั่นในการปฏิบัติ “ศีล ๕” ถ้าใครเคร่งในการปฏิบัติ “ศีล ๕” โลภ โกรธ หลง มีในใจก็ช่างมัน อย่าไปสนใจ แต่เราเอาอย่างเดียว คือ ไม่ลุอำนาจ เมื่อโกรธแล้วอดทน เมื่อโลภแล้วอดทน ไม่ละเมิด “ศีล ๕” ก็จะเป็นการบั่นทอนพลังของความโลภ ความโกรธ ความหลง ให้น้อยลง เมื่อเราหัดอดทน จิตของเราคล่องตัวต่อการอด อดเสียจนกระทั่ง กลายเป็นความเคยชิน ทีแรกเราตั้งใจอดทน บางทีก็นำจะละเมิดเหมือนกัน แต่ก็อดทนไป อดไปจนใจมันทนต่อความอด มันชำนาญต่อความอด คล่องตัวต่อความอด มันก็กลายเป็นความเป็นไปเองโดยธรรมชาติ ต่อไปเจตนาก็ตาม ไม่เจตนาก็ตาม ตั้งใจก็ตาม ไม่ตั้งใจก็ตาม เราจะมี “ศีล ๕” เป็นเครื่องประกันความปลอดภัยของสังคมอยู่ตลอดเวลา นี่คือ แผนการปฏิบัติเพื่อละเว้นความชั่ว ทีนี้เมื่อเราตั้งใจละชั่วได้โดยเด็ดขาด มันก็กลายเป็น “ความดี”

ในสมัยปัจจุบัน มีสิ่งที่เราจะต้องระมัดระวังกันอยู่ไม่น้อย พุทธบริษัทของเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นักปฏิบัตินี่แหละ เผลอๆ ก็ไปเปลี่ยนศาสนาพุทธให้กลายเป็นศาสนาอื่นโดยไม่รู้ตัว จุดเริ่มมันอยู่ตรงเมื่อภาวนา “พุทโธ–พุทโธ”... “ยุบหนอ–พองนอง”... “สัมมาอรหัง–สัมมาอรหัง”... พอจิตสงบวูบลงไป เกิดแสงสว่างขึ้นมา ในช่วงแรกๆ ที่จิตสงบ ความสว่าง จะพุ่งออกไปข้างนอกจากศูนย์กลางตรงหน้าผาก จนเกิดความสว่างไสวไปหมด ประเดี๋ยวก็เกิดเป็น “ภาพนิมิต” ขึ้นมา บางทีก็ไปเห็นเทวดา บางทีก็เห็นเป็นภาพพระพุทธเจ้า เห็นภาพพระอิศวร พระนารายณ์ บางทีก็ไปเห็นภาพเจ้าแม่กวนอิม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องเจ้าแม่กวนอิน เวลานี้กำลังฮิต หากใครเพ่งนิมิตออกไปข้างนอก แล้วสำคัญว่า อ๋อ นี่คือ ผู้วิเศษจะมาช่วยสมาธิ ช่วยญาณ (ปัญญาหยั่งรู้) ของเราให้แก่กล้าขึ้น ก็เลยน้อมใจเอาสิ่งเหล่านั้นเข้ามา เมื่อเราน้อมใจเอาเข้ามาแล้ว ภาพนิมิตจะก้าวเข้ามา ก้าวเข้ามา บางทีก็วิ่งชนเข้ามา เข้ามาสิงสู่อยู่ในใจของเรา ในเมื่อสิ่งเหล่านั้น เข้ามาสิงสู่ในใจของเรา จิตที่สงบ เป็นสมาธิ มีปีติ มีความสุข มีความปลอดโปร่ง จะเปลี่ยนสภาพทันที หัวใจเหมือนถูกบีบ จิตใจที่เป็นอิสระจะกลายเป็นสิ่งที่ตกอยู่ในอำนาจของสิ่งนั้น

ต่อไปอำนาจของภาพนิมิตนั้น จะชักจูงจิตของเราให้เป็นไปสารพัด โดยจะชักจูงให้จิตของเราเป็นไป แต่ก็จะสามารถรู้เรื่องอดีต อนาคต ปัจจุบัน ได้เป็นอย่างดี บางทีอาจจะรู้ว่า เมื่อก่อนนี้ คนโน้นเป็นแม่ คนนี้เป็นลูก คนโน้นเป็นพ่อ คนโน้นเป็นอาจารย์ คนนี้เป็นนั่นเป็นนี่ หนักๆ เข้าก็กลายเป็นผู้วิเศษ ที่ยิ่งใหญ่ตั้งแต่ชาติก่อน ภพก่อน ในเมื่อถูกวิญญาณมันเข้ามาหลอกลวง เข้ามาโกหก ความรู้ในอดีตกับปัจจุบันมันตัดกันไม่ขาด ถ้าวิญญาณนั้นบอกว่า “ท่านนี้เป็นเจ้าเป็นจอมตั้งแต่ชาติโน้นๆ” ความรู้สึกในปัจจุบันกับอดีต มันตัดกันไม่ขาด เลยสำคัญว่า “เราเป็นเจ้าผู้ยิ่งใหญ่” อย่างบางที อาตมาเคยเห็นพระอายุพรรษาน้อยๆ เกิดมาทีหลัง อายุยังไม่ถึงไหน ไม่ถึง ๔๐ บอกว่า “เราเจ้าพ่อ” เป็นหลวงพ่อนั่น หลวงพ่อนี่ อายุตั้ง ๑๐๐ ปี ๒๐๐ ปี ๓๐๐ ปี ๑,๐๐๐ ปี ก็มี คนเกิดมาในภพนี้ ชาตินี้ ชีวิตนี้ อายุไม่ถึง ๓๐ ปี แล้วไปกล่าวอ้างว่า มีอายุตั้ง ๒๐๐ ปี ๓๐๐ ปี ความรู้สึกว่ามีอายุ ๒๐๐ – ๓๐๐ ปี นี้ มาจากอำนาจของวิญญาณที่เข้ามาสิง แล้วลงผลสุดท้าย เราก็เปลี่ยนศาสนาพุทธให้เป็นศาสนาอื่น (“ลัทธินอกพระพุทธศาสนา ๓”–ติตถายตนะ ได้แก่ ลัทธิกรรมเก่า ลัทธิพระเป็นเจ้า และลัทธิเสี่ยงโชค ส่วนผู้ที่เป็นสาวก เรียกว่า “อัญญเดียรถีย์” หรือ “เดียรถีย์” ) นี่คือ ภัยอันตรายของนักปฏิบัติที่ควรจะสังวรระวัง อาตมาขอให้คติเป็นเครื่องเตือนใจเอาไว้ สิ่งเหล่านี้ในคัมภีร์ท่านอาจไม่ได้กล่าวเอาไว้ แต่หากเป็นประสบการณ์ที่ครูบาอาจารย์ท่านเคยประสบมาแล้ว

การภาวนานี้ ถ้าหากว่าเราภาวนาในตอนแรก เราอาจภาวนา “พุทโธ–พุทโธ–พุทโธ” อันนี้เป็นอารมณ์จิตที่เราตั้งใจนึก เมื่อจิตสงบก็จะเกิดความสว่าง ถ้าจิตสว่างและจิตนิ่งอยู่เฉยๆ “ความนิ่งและความสว่าง” ก็เป็น “อารมณ์จิต” ทีนี้ถ้ากระแสจิตส่งออกไปข้างนอก ไปเห็นภาพนิมิตต่างๆ นิมิตนั้น ก็เป็นแต่เพียง “อารมณ์จิต”  ถ้ามันเกิดความรู้ความเห็นพิเศษขึ้นมา ก็เป็นเพียง “อารมณ์จิต” อาตมานั่งเทศน์อยู่เวลานี้ อาจมองเห็นหัวใจใครสักคนหนึ่ง อันนี้เป็นเพียง “อารมณ์จิต” อย่าไปสำคัญมั่นหมายว่า มันเป็นของดีวิเศษใดๆ ทั้งสิ้น ทีนี้ความดีวิเศษที่เราพึงได้จากการภาวนานี้ คือ จิตของเรา “รู้–ตื่น–เบิกบาน” นั่นคือ

อัตตาทีปะ

“มีตนเป็นเกราะ”

อัตตะสะระณา

“มีตนเป็นที่ระลึก”

อัตตาหิ อัตตะโน นาโถ

“ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน”

อัตตะโน โจทะยัตตานัง

“เมื่อจิตเคลื่อนไหวออกไปรับรู้อารมณ์ มีสติเตือนตน”

 

กำหนดหมายสิ่งรู้ทั้งหลาย สักแต่ว่าเป็น “อารมณ์จิต” รู้ไว้ก็ปล่อยวางไป ไม่ยึดเอาไว้ให้สร้างปัญหา ให้เดือดร้อน หรือทำให้เราเข้าใจผิด

อีกอย่าง ในฐานะที่เราเป็นนักปฏิบัติสมาธิภาวนา มี “พระพุทธเจ้า–พระธรรม–พระสงฆ์” เป็นสรณะที่พึ่ง ที่ระลึก ถ้าหากสมมุติว่ามีใครเบ้าทำ “พิธีทรงเจ้าเข้าผี” เราอย่าไปว่าเขา อย่าไปตำหนิเขา เพราะความเข้าใจและทัศนะของเขาเป็นอย่างนั้น เราดูด้วยความมีสติปัญญา ถ้าเราต้องการจะแก้ไขเหตุการณ์อย่างนั้น ให้เราภาวนาทำจิตของเราให้สงบเป็นสมาธิ ให้จิต “สงบ–นิ่ง–สว่าง–รู้–ตื่น–เบิกบาน” ฝึกหัดจิตให้สงบนิ่ง ถ้าจะไม่ให้วิญญาณเข้ามาสิง ด้วยอำนาจของ “พุทธะ” ที่มีในใจเรานี้ เราอธิษฐานจิตห้ามไม่ให้วิญญาณเหล่านั้นเข้ามาสิง มันก็เข้ามาไม่ได้ แต่นี่เราหย่อนสมรรถภาพ ไม่เก่งพอ ชาวพุทธเราจึงได้แต่ยกโทษกล่าวติเตียนซึ่งกันและกัน ถ้าหากว่าเราแน่จริง เก่งจริง สามารถทำจิตให้เป็น “พุทธะ” คือ “ผู้รู้–ผู้ตื่น–ผู้เบิกบาน” ได้อย่างแท้จริง ผีในประเทศไทยจะเข้ามารบกวนคนไม่ได้ ฉะนั้น เมื่อเราเห็นใครๆ เข้าทำกันอย่างนี้ที่ไหนๆ ถ้าไปตำหนิเขาว่างมงาย เราก็ไปขายความโง่ ไปตำหนิว่าเขาผิดก็เป็นการประกาศความหย่อนสมรรถภาพของเรา ถ้าเราเก่งจริงก็ต้องทำอย่างที่ว่า ทำจิตให้เป็นสมาธิ แล้วเพ่งกระแสจิตไปหักห้ามเอาไว้ อย่าให้ผีเข้ามารบกวนคน เพื่อคนทั้งหลายจะได้ปฏิบัติกันให้ถูกต้องเป็น “สัมมาทิฏฐิ” กัน

ศาสนาพุทธเป็นปรัชญาชั้นสูง ซึ่งมีแต่ “ปรมัตถธรรม” ที่เราปฏิบัติกันอยู่นี้เป็น “วิธีการ” การให้ทานเป็น “วิธีการ” การรักษาศีลเป็น “วิธีการ” นั่งสมาธิภาวนาก็เป็น “วิธีการ” แม้แต่การบวชห่มผ้าเหลืองก็เป็น “วิธีการ” เนื่องจากพุทธศาสนามีแต่ “แก่นธรรม” ตามธรรมดา ถ้าต้นไม้มีแต่แก่น จะดำรงชีวิตอยู่ไม่ได้ ก็ต้องอาศัยเปลือก อาศัยกระพี้ ท่านทั้งหลายเป็นนักศึกษา เป็นนักรู้ปัญญาชนพอสมควรแล้ว พอจะคิดได้ว่า ต้นไม้มันส่งอาหารไปเลี้ยงลำต้นทางไหน มันส่งอาหารไปเลี้ยงลำต้นทางเปลือก เมื่อก่อนหลวงพ่อเคยเป็นชาวนา เป็นลูกชาวนา เคยทำนา ไปจองไรจองนาที่ไหนก็เอาขวานไปฟันๆ ต้นไม้ ฟันเปลือกกรอบๆ ออก เพียงแค่นี้ ต้นไม้ก็ตาย เพราะไม่มีทางส่งอาหารไปเลี้ยงลำต้น “ธรรมะที่มีแต่แก่นไม่มีเปลือกหุ้มก็อยู่ไม่ได้” ศาสนา ศีลธรรม ปรากฏตัวให้ชาวโลกรู้โดย “วิธีการ” (เทคโนโลยี – Technology)  เรามาบวชเป็นชีก็แสดง “วิธีการ” บวชเป็นเณรก็แสดง “วิธีการ” บวชเป็นพระก็แสดง “วิธีการ” สำหรับคฤหัสถ์ผู้นับถือพระพุทธศาสนาโดยทั่วไป ก็มีการปฏิบัติ ๕ ข้อ คือ “ศีล ๕” แม่ชีมี ๘ ข้อ สามเณรมี ๑๐ ข้อ พระมี ๒๒๗ ข้อ อันนี้คือ “วิธีการ” เป็นเปลือกหุ้ม “แก่นธรรม” เพราะฉะนั้น ผู้ที่มุ่งหวังจะปฏิบัติธรรมให้ถึงแก่น ต้องรักษาเปลือกให้ดี อย่าไปกะเทาะเปลือกมันเสีย

“ศีล” เป็น “ต้นของพรหมจรรย์” ศีลมีประสิทธิภาพปรับพื้นฐาน กาย วาจา ให้สงบเรียบร้อย “ศีล” เป็นสิ่งที่ปรับพื้นฐานความเป็นมนุษย์ให้สมบูรณ์ เพื่อรองรับคุณธรรมเบื้องสูงขึ้นไป คือ “สมาธิ” และ “ปัญญา” เมื่อมี “ศีล” บริสุทธิ์สะอาดดีแล้ว กายปกติ วาจาปกติ ใจก็ปกติไปด้วย จะนั่งทำสมาธิอยู่ในป่าในบ้ายก็สบายใจ จะไปนั่งสมาธิหลับนอนที่ไหนก็สบายใจ เพราะเราไม่ไปทำความเดือดร้อนให้ใคร เราจึงไม่หวาดระแวงภัย เมื่อเป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์แล้ว ก็คล้ายๆ เป็นผู้สละชีวิตเพื่อบูชา “พรหมจรรย์” (หมายถึง จริยะอันประเสริฐ การครองชีวิตประเสริฐ ความประพฤติเว้นเมถุน ความหมายสำคัญที่พระพุทธเจ้าตรัสเป็นหลัก คือ อริยมรรค และ พระศาสนา) อานุภาพของความเป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์ อาตมาจะนำอดีตสักเรื่องหนึ่งมาเล่าให้ฟัง

มีนักเลงโตคนหนึ่ง เป็นนักเลงขนาดจี้ปล้น ภายหลักถูกเจ้าหน้าที่จับไปติดตะรางตลอดชีวิต แต่ท่านจำคุกได้ ๑๔ ปี ก็ได้รับพระราชทานอภัยโทษออกมา พอออกมาเดินอกเรือนจำ ก็เข้าร้าขายผ้าจีวร ยอมือไหว้ของบริขารเอาไปบวช คนขายสบงจีวรก็ให้ เพราะรู้ว่านายคนนี้เป็นโจร ประเดี๋ยวจะมาประทุษร้ายเอา ก็ให้ด้วยความจำใจ พอหมอได้บริขารแล้วก็ไปหาพระอุปัชฌาย์ ซึ่งอุปัชฌาย์ก็รู้ว่านายคนนี้เป็นโจรหัวโจก ถ้าไม่บวชให้จะมาฆ่าเอา พอบวชแล้ว ผู้บังคับบัญชาก็ดุท่านอุปัชฌาย์ว่า “เอาคนอะไรมาบวช ประเดี๋ยวก็มาฆ่าพระฆ่าเณรตายหมด” แต่ท่านบอกว่า “ไม่ทำหรอก เลิกแล้ว ความประพฤติชั่วทั้งหลายหยุดแล้ว ไม่ทำอีกต่อไป ขออาศัยอยู่ในสำนักอุปัชฌาย์สักปีหนึ่ง ก็จะออกธุดงค์”

เมื่อท่านอยู่ครบหนึ่งปี ท่านก็ไปธุดงค์ในดงมะอี่ ดงมะอี๋อยู่ตรงอำเภออำนาจเจริญ (ปัจจุบันเป็นจังหวัดอำนาจเจริญ) ใกล้ถึงจังหวัดนครพนม ระหว่างทางที่อำเภออำนาจเจริญ จังหวัดอุบลราชธานี ไปถึงจังหวัดนครพนม เมื่อก่อนเป็นป่าช้างดงเสือทั้งนั้น เหมือนกับดงพญาไฟจากโคราชมากรุงเทพฯ นี่แหละ มีแต่ภัยอันตราย เมื่อท่านเข้าไปอยู่ที่นั้น ท่านไปอยู่องค์เดียว ไปอยู่ที่พลาญหิน กลดที่ท่านแบกไปหนัก ท่านจึงไม่กาง ไปนอนอยู่บนก้อนหิน พอตกค่ำ เสือก็ออกมาเป็นฝูงๆ มานั่งห้อมล้อมท่านอยู่ หลวงพ่อเคยอยู่ป่า เคยเห็นเสือ มันจ้องตะครบสัตว์หรือคน เมื่อมันเห็นสัตว์ มันจะนอนหมอบลงกับพื้น แล้วทำหูทำตามหลอกล่อให้เราเผลอ แล้วมันจะกระโดดตะครุบ แต่ว่าเสือที่มาเฝ้าหลวงตาองค์นี้ (ชื่อหลวงตาสน เป็นคนจังหวัดศรีสะเกษ เป็นลูกน้องเสืออ่วม เสือยงค์ ในประวัติศาสตร์สมัยกรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ ครองเมืองอุบล) พอท่านเห็นเสือออกมา ท่านก็บอกว่า

“เสือเอ๊ย ไปกินมันซะ มันเป็นโจร มันฆ่าผู้ฆ่าคน มามากต่อมาก ไปกินมันหมดกรรมหมดเวร ไปหน่อย”

เสือก็ไม่กิน นั่งเฝ้าเฉยๆ

“อื้อ! ทำไมมันไม่กิน เดี๋ยวจะเดินไปให้มันกิน”

ท่านก็ลุกจากที่นั่งเดินเข้าไปหามัน ไปหาตัวที่มันใหญ่ที่สุด มันนั่งอยู่นั่น หัวท่านกับหัวมันสูงเท่ากัน ท่านเดินไปและเอื้อมมือไปตบหัวมัน มันก็โดดเข้าป่าไป แปลกมาก เหลือเชื่อพอท่านเล่าจบลง ท่านก็บอกว่า

“จะเชื่อก็ตามไม่เชื่อก็ตาม แต่เรื่องมันก็เป็นไปแล้ว พูดไปก็คล้ายโกหก มีที่ไหนเสือจะไม่กัดคน”

ท่านว่าอย่างนั้น แต่ท่านบอกว่า

“การที่เรามีศีลบริสุทธิ์สะอาดดีแล้ว แม้อดีตเราจะมีความชั่วช้าลามกสักปานใดก็ตาม แต่เมื่อเราตั้งเจตนางดเว้นบาปความชั่ว โดยอาศัยศีลเป็นหลักปฏิบัติให้บริสุทธิ์บริบูรณ์แล้ว เป็นผู้สละแล้วซึ่งชีวิตและร่างกาย สิ่งที่เราสละนั้น เราไม่หวงแหน อย่าง่าแต่มนุษย์จะไม่เอา แม้แต่สัตว์เดรัจฉานมันก็ไม่ต้องการ เหมือนกับว่าเราสละชีวิตแล้ว เสือมันก็ไม่อยากกิน ไม่อร่อย”

ท่านว่าอย่างนี้ อันนี้เป็นตัวอย่างของผู้มีศีลบริสุทธิ์สะอาดดี

ดังพระธุดงคกรรมฐาน ครูอาจารย์ อาจารย์เสาร์ กันตสีโล อาจารย์มั่น ภูริทัตโต ท่านเดินทางไปในป่าในดงรกๆ เต็มไปด้วยสัตว์สิ่งที่ดุร้าย อาตมาเคยเดินย่องๆ ไปดูแถวถ้ำเชียงดาว ระหว่างทางจากเชียงดาวมาอำเภอพร้าว เดี๋ยวนี้ก็ยังเป็นป่าดงดิบอยู่ เขาบอกว่าเป็นเส้นทางที่พระอาจารย์มั่นเดินธุดงค์ ถามชาวบ้านว่า ทางเสือยังมีอยู่หรือเปล่า “โอ๊ย... ยังมีอยู่” เขาพูดอย่างภาษาชาวบ้านว่า เดี๋ยวนี้ก็ยังมีอยู่เหมือนอย่างกับหมู–ไก่ ในบ้านแหละ นี่ลองคิดดู สมัยโน้นทางรถยนต์ยังไม่มี การคมนาคมก็ไม่สะดวก เดินไปด้วยเท้ากันทั้งนั้น อาจารย์มั่นเดินธุดงค์จากเมืองอุบลฯ ถึงเมืองเชียงใหม่ ย่ำต๊อกๆ ไปด้วยฝีเท้า ทางจากเมืองอุบลฯ ไปเมืองเชียงใหม่มันผ่านดงป่าเขาทั้งนั้น เต็มไปด้วยสัตว์ร้าย แต่ก็อาศัยที่ท่านมีศีลบริสุทธิ์ สะอาด มีคุณธรรม มีเมตตา สัตว์ร้ายก็ไม่ทำร้ายท่าน

เพราะฉะนั้น เราจึงควรมาปฏิบัติธรรมตามคำสอนของพระพุทธเจ้าเพื่อละความชั่ว แผนแห่งการละความชั่วที่เรามองเห็นได้ชัดๆ ก็คือ “ศีล” ๕ ประการ เท่านั้น ถ้าใครอยากละความชั่ว ให้ตั้งใจแน่วแน่ ใช้ขันติ ความอดทน แล้วก็พยายามแผ่เมตตามากๆ ถ้าศีลบริสุทธิ์ จิตก็จะกลายเป็น “จิตเมตตา” ไปเอง อีกประการหนึ่ง อุบายวิธีสำหรับขจัดความอิจฉาริษยา พระพุทธเจ้าท่านว่า

“ความอิจฉาริษยา เป็นสิ่งที่ทำลายโลกให้พินาศ คือ โลกแผ่นดินนี้หรือจะพินาศเปล่า โลกหัวใจของเรามันจะพังเพราะความอิจฉาริษยา ทำให้ใจเกิดกิเลส” 

ดังนั้น วิธีการแก้ในปัจจุบันเราจะปฏิบัติอย่างไร เอาละ จะขอเล่าเรื่องส่วนตัวให้ท่านทั้งหลายฟังก่อน เมื่อก่อนนี้หลวงพ่อเป็นสามเณรน้อย จะไปไหนก็ไม่มีใครยกมือไหว้ บางทีเขานิมนต์พระ พระไม่พอตามจำนวน เขาจะส่งสามเณรไปด้วย หลวงพ่อเป็นเณรใหญ่ พอไปแล้วเจ้าภาพก็ว่า

“ไม่ได้นิมนต์เณร เอาเณรมาทำไม”

นี่มันเป็นอย่างนี้ หลวงพ่อพุธเป็นลูกศิษย์หลวงพ่อเสาร์ กันตสีโล หลวงพ่อเสาร์สอนให้ภาวนา “พุทโธ” อย่างเดียว ภาวนา “พุทโธ–พุทโธ–พุทโธ” เรื่อยไปจนมีชื่อเสียงโด่งดัง ชาวกรุงเทพฯ นิยมให้มาเทศน์ไม่หยุด เพราะ “ภาวนาพุทโธ” อย่างเดียว ดังนั้น ใครจะว่า “ภาวนาพุทโธ” ไม่ดีช่างใคร หลวงพ่อว่า “ภาวนาพุทโธ” ดีที่สุด ทำให้หลวงพ่อมีชื่อเสียง มีคนสนใจฟังเทศน์ พระในกรุงเทพฯ มีเต็มไปหมด ตื่นเช้ามาพระออกบิณฑบาตกัน เหลืองอร่ามทั่วบ้านทั่วเมือง เรื่องอะราไปเที่ยวเบียดเบียนพระบ้านนอก ไปนิมนต์พระบ้านนอกมาเสียเวลา นั่งสมาธิภาวนาทำไม ก็เพราะอานิสงส์ของ “การภาวนาพุทโธ” นั่นเอง

            อานิสงส์ของ “การภาวนาพุทโธ” นอกจากญาติโยมจะนิมนต์มาเทศน์ไม่หยุดแล้ว สิ่งอื่นๆ ก็คือ ก่อนนี้หลวงพ่อเป็นลูกชาวนา เคยอยู่แต่กระท่อม เวลานี้กุฏิตึกเขาก็ไปสร้างให้อยู่ ยังแถมติดเครื่องปรับอากาศให้ด้วย สิ่งที่ไม่น่าถวายพระ เช่น วิทยุ โทรทัศน์ วีดีโอ เขาก็นำไปถวาย ตู้เย็นในกุฏิมีตั้ง ๓ – ๔ หลัง เอามาทำไม เอามาถวายพระแล้ว ให้ชาวบ้านเขาด่าพระ เดี๋ยวเขาจะเป็นบาป เขาบอกว่า “เรื่องของคนจะถวาย” เขาว่าอย่างนั้น เมื่อพระมีความสมบูรณ์ คนก็ตำหนิ “พระอะไร... รถยนต์ก็มีตั้ง ๒ – ๓ คัน” ไม่รู้หรือว่าพระมีบุญ นี่แหละ เวลาบุญมันเกิด มันก็เป็นอย่างนี้ ญาติโยมทั้งหลาย เพราะฉะนั้น วิธีการขจัดความอิจฉาริษยานี่

ถ้าเห็นใครนั่งรถงามๆ

“สาธุ... ท่านมีบุญจึงมียานยนต์นั่ง”

เห็นใครอยู่คฤหาสน์ ราคาสิบล้าน

“สาธุ... ท่านมีบุญมีวิมนอยู่อย่างกับเทวดา”

ใครเขาร่ำรวยเป็นเศรษฐีมหาเศรษฐี

“สาธุ... ท่านมีบุญจึงเป็นมหาเศรษฐี”

เอ้า... ถ้าหากเขาไปโกงรวยล่ะ เรายังจะไปสาธุเอาบุญกับเขาอีกหรือ ก็สาธุเอาซี... เขามีบุญ เขาจึงโกงรวย อย่างเราๆ บุญไม่มี โกงทีเดียว ติดตะรางจ้อย

            นี่เรื่องของเรื่องมันเป็นอย่างนี้ ในเมื่อบุญมันเกิดแล้ว เอาอะไรมากั้นมันก็ไม่อยู่ อาตมาเคยไปอยู่ที่วัดๆ หนึ่ง พอไปอยู่แล้วทายกเขามาเทศน์สอนว่า

“มาเป็นสมภารเจ้าวัดต้องขยันเยี่ยมญาติโยมนะ”

อาตมาก็บอกว่า

“ไม่จำเป็น ตราบใดที่เราไม่มีบุญบารมีเพียงพอ เราจะตะโกนเรียกจนคอแตก เขาก็ไม่สนใจกับเรา ถ้าเรามีบุญบารมีพร้อม ต่อให้จ้างแขกยามมาเฝ้าประตู ถือตะพดคอยตีกบาลมันอยู่ มันก็ไม่อยู่หรอก”

นี่มันเป็นอย่างนี้แหละ เมื่อมาอยู่ที่โคราช มีทายกคนหนึ่งมาสอนพระคุณเจ้า เรื่องการก่อสร้างว่า

“พระคุณเจ้าไม่ต้องกระตือรือร้น ขอให้สวดมนต์ภาวนา เดินจงกรม นั่งสมาธิ อยู่เท่านั้น การก่อสร้างญาติโยมย่อมดูอยู่”

ก็ลองๆ ปฏิบัติตามดู ไปอยู่วัดป่าสาลวัน นั่งเคี้ยวหมากคุยกับโยมทั้งวัน ผู้บังคับบัญชาบอกว่า

                        “เจ้าคุณชินฯ มันไม่มีงานอะไรหรอก ได้แต่นั่งกินหมากคุยกับโยมทั้งวัน”

มานั่งคิดดูว่า เราอยู่ดีๆ มีคนมาให้เทศน์สอนวันละ ๑๐๐ – ๒๐๐ คน นี่ ดีกว่าไปยกมือขอเทศน์ให้เขาฟัง ภายหลัง เพราะอาศัยการประพฤติดีปฏิบัติชอบ ไม่ต้องไปขวนขวายที่จะทำอะไรทั้งนั้น

“วัดหลวงพ่อไม่มีกำแพง หนูจะสร้างให้เอาไหม...”

“ก็เอาซี หลวงพ่ออยู่กุฏิกำลังจะพังอยู่แล้ว...”

“หนูจะสร้างให้เอาไหม”

“ก็เอาซี”

เดี๋ยวนี้แทบจะไม่มีที่จะสร้าง บอกตรงๆ หลวงพ่อไม่เคยประกาศหรือจัดงานหาเงินสร้างวัด มีแต่นั่งภาวนาอย่างเดียว เวลานี้ไปสร้างอยู่ที่ภูแก้วห่างจากวัดป่าสาลวัน ๕๐ กิโลเมตร อยู่บนหลังเขา กำลังสร้างศาลา กว้าง ๒๐ เมตร ยาว ๔๒ เมตร เดี๋ยวนี้เขากำลังมุงหลังคาเสร็จแล้ว ปูหินอ่อน บอกกับคนที่ทำว่า

“เอาเพียงพื้นปูนซิเมนต์ขัดเกลี้ยงก็พอ”

เขาบอกว่า

“ไม่สมศักดิ์ศรีหลวงพ่อ ต้องเอาหินอ่อนมาปู”

เขาว่าอย่างนี้ ก็ทุกสิ่งทุกอย่างมันเป็นเอง ในเมื่อ “บุญ” เราทำดีถึงแล้ว

            หลวงพ่อถือคติว่า

“เราไปอยู่ที่ไหน ถ้าสมัครใจจะอยู่ที่นี้ โคนต้นไม้ต้นนี้ จะปักกลดตรงนี้ ไม่มีใครมาสร้างอะไรให้ ฉันก็จะอยู่ที่นี้ ฉันสมัครใจ ฉันจะตายอยู่บนก้อนหินก้อนนี้

ประเดี๋ยวคนก็มาสร้างให้ นี่บารมีของพระพุทธเจ้า ของคุณธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงประทานไว้ ใครตั้งใจปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ย่อมเห็นผลทั้งอามิสและคุณธรรม เพราะฉะนั้น ญาติโยมทั้งหลายอย่าใจร้อน ตั้งใจประพฤติปฏิบัติไป “ให้ทาน–รักษาศีล–เจริญเมตตาภาวนา” และ “โลภ–โกรธ–หลง” มีอยู่ในใจ เอาไว้เป็นแรงกระตุ้นเตือนใจให้เราเกิดความทะเยอทะยายในความอยากได้ อยากดี อยากมี อยากเป็น พระสงฆ์นั่งสมาธิ เดินจงกรม อยู่ตลอดคืน ตลอดวัน ยังค่ำ เพราะอาศัยความโลภกระตุ้นเตือน อยากได้มรรค ผล นิพพาน แต่เมื่อเรามีความโลภ ความโกรธ ความหลง ในใจ การใช้กิเลสให้เกิดประโยชน์ขอให้มีขอบเขต ทุกคนมีสิทธิ เสรีภาพ ที่จะแสวงหาลาภ ยศ สรรเสริญ สุข แต่ต้องมีขอบเขต ในเมื่อเราได้สิ่งเหล่านี้มาสมปรารถนาแล้ว เรามีลาภ มีความมั่งมี เอาความมั่งมี สร้างความดี ให้ชาวบ้านเขารัก เรามียศถาบรรดาศักดิ์ เอายศถาบรรดาศักดิ์ สร้างความดีให้ชาวบ้านเขารัก เรามีสรรเสริญ สุข เอาสรรเสริญสร้างความดีให้ชาวบ้านเขารัก อย่าเอาสิ่งเหล่านี้ไปสร้างศัตรูให้ชาวบ้านเกลียดขี้หน้า เศรษฐีบางท่านไปไหน กินกาแฟในร้านตลาด ซดก๋วยเตี๋ยวสักชามในร้านตลาดก็ไม่ได้ หวาดระแวงกลัวเขาจะมาฆ่าตัวตาย เพราะอะไร เพราะเอาความมั่งมีศรีสุข เกียรติยศ เกียรติศักดิ์ ไปสร้างอำนาจ ไปสร้างความชั่วช้าลามกให้ชาวบ้านเกิดความเกลียดขี้หน้า ไปสร้างศัตรูอยู่รอบข้าง ถ้าเรานับถือศาสนาพุทธ เราควรจะเอาคุณธรรมสร้างความดีให้ชาวบ้านเขารัก

            ในท้ายที่สุดแห่งการบรรยายธรรมนี้ ขอแสดงความยินดีอีกครั้งหนึ่งที่เราท่านทั้งหลาย มีชีวิตรอดพ้นมาจนกระทั่งสิ้นปีเกา ถ้าหากว่า ... สมมุติว่า มีความชั่วร้านใดๆ อยู่ในจิตในใจ ก็ขอให้สาบสูญไปกับปีเก่า ให้ดำรงอยู่แต่คุณงามความดี ปีใหม่มาถึงแล้วก็ขอให้สร้างความดีนั้นๆ ให้มากขึ้นๆ ด้วยอำนาจแห่งคุณงามความดี คือ บุญกุศลที่เกิดจากทาน ศีล ภาวนา จะเป็นปุญญาภิสังขารปรุงแต่งวิถีชีวิตของท่านทั้งหลายให้ดำเนินไปด้วยดี ประสบความสุข ความเจริญ ด้วย อายุ วรรณะ สุขะ พละ ปฏิภาณ ธนสารสมบัติ แม้ว่าปรารถนาสิ่งใด ก็ขอให้สำเร็จตามใจปรารถนาในที่ทุกสถาน ตลอดกาลทุกเมื่อ ทั้งนี้ทั้งนั้น ด้วยอำนาจแห่งบุญกุศลที่เราได้ทำแล้ว

 

 

 

 

¥ แสดงธรรมที่ มูลนิธิพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต กรุงเทพมหานคร พ.ศ.๒๕๓๒


   

 

 [Last Modified: November 5, 2015]  

 

 

 

Visitor Number:
5101454